23 กันยายน 2551
posted on 23 Sep 2008 10:46 by politicmen
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ
นักศึกษา ม.อุบล ไว้อาลัย รธน.40 ประณามรัฐประหาร 19 กันยา
19 กันยายน 51เวลา 1ึ7.00 - 20.00 น. นักศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานีจากหลากคณะหลายองค์กรเช่น กลุ่มเยาวธาร กลุ่มหิ่งห้อยวรรณกรรม กลุ่มพิราบขาว กลุ่มข้าวเหนียวปั้นน้อย ฯลฯ ได้รวมตัวกันจัดกิจกรรมไว้อาลัย รัฐธรรมนูญ 40 และกล่าวประณามการทำรัฐประหาร เนื่องในโอกาสครบรอบ 2 ปี เหตุการณ์ รัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 รูปแบบการจัดกิจกรรมเป็นเวทีเปิดให้นักศึกษาที่มีความสนใจได้ขึ้นเวทีปราศรัยแสดงทัศนะทางการเมืองให้เพื่อนนักศึกษาได้รับทราบ และมีการแสดงดนตรีสลับเป็นระยะ ประเด็นหลักของการจัดเวทีในครั้งคือ “มรดกรัฐประหารทิ้งอะไรไว้ให้สังคมไทยบ้าง” ซึ่งเป็นการทบทวนผลกระทบต่อสังคมอันมีผลสืบเนื่องมาจากการรัฐประหารครั้งที่ผ่านมา เริ่มต้นกลุ่มนักศึกษาได้จัดเวทีอภิปรายปราศรัยขึ้นบริเวณลานเอนกประสงค์หน้าโรงอาหาร หลังจากกิจกรรมดำเนินไประยะหนึ่ง ฝนได้เริ่มตกลงมาทำให้ต้องย้ายเวทีไปภายในบริเวณโรงอาหาร สาระร่วมกันของนักศึกษาหลายองค์กรที่จัดงานในครั้งนี้คือ มองการรัฐประหารว่าเป็นความไม่ชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตย มองตัวรัฐธรรมนูญ 50 ว่าเป็นเครื่องมือหนึ่งที่สำคัญในการฟื้นอำนาจของระบอบอำมาตยาธิปไตย ไม่เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องและวิธีการเคลื่อนไหวกดดันของพันธมิตร และยังเรียกร้องให้ทุกฝ่ายในสังคมยึดในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ต่อจุดยืนทางการเมืองนั้นทางกลุ่มไม่ฝักฝ่ายใด และมีข้อเสนอว่าควรมีการจัดเสวนาพูดคุยอย่างต่อเนื่อง ให้เข้าใจปัญหาสังคมการเมืองเชิงโครงสร้าง นายยุทธนา ดาสี นักศึกษา ม.อุบลฯจากกลุ่มเยาวธาร หนึ่งในผู้ประสานงานในการจัดงานครั้งนี้กล่าวกับประชาไทว่า สถานะการณ์ทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมาทำให้เพื่อนๆนักศึกษามีการตื่นตัวทางการเมืองมากขึ้น ทางกลุ่มได้จัดกิจกรรมพูดคุยแลกเปลี่ยนทัศนะทางการเมืองมาโดยตลอดโดยมีอาจารย์ในมหาวิทยาลัยหลายท่านได้กรุณาเข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนด้วย นอกจากการจัดกลุ่มพูดคุย เวทีปราศรัยแล้ว ทางกลุ่มกิจกรรมนักศึกษายังได้ทำโพลสำรวจความคิดเห็นทางการเมืองของเพื่อนนักศึกษาโดยมีอาจารย์จากหลายคณะให้การสนับสนุน ผลของการสำรวจจะนำออกมาเผยแพร่ภายในเวลาอันใกล้นี้ ที่มา : http://prachathai.com/05web/th/home/13753
เสวนา : การเมืองสยามประเทศ(ไทย)หลังสมัคร การเมืองใหม่ไร้ระเบียบ และ 70 = 30 ได้หรือ ?
การอภิปราย “การเมืองสยามประเทศ (ไทย)-หลังสมัคร III : การเมืองไร้ระเบียบใหม่ และ ประชาธิปไตย 70 = 30 ได้ด้วยหรือ”
จัดโดย มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ และเครือข่ายสันติประชาธรรม
|
ครบ 2 ปีรัฐประหาร คนหลายพันร่วมเวที นปช.ชุมนุมสนามหลวง
วันที่ 19 ก.ย.51 ที่สนามหลวง ตั้งแต่เวลาประมาณ 18.00 น.กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้ตั้งเวทีปราศรัยและจัดการชุมนุมอีกครั้ง เนื่องในโอกาสครบรอบ 2 ปี รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดยป้ายผ้าใบหลังเวทีเขียนข้อความ “ครบรอบ 2 ปี รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ยุติการเมืองพันธมิตร” พร้อมทั้งมีรูปของนายนวมทอง ไพรวัลย์ คนขับแท็กซี่ที่ขับรถชนรถถังและผูกคอตายในท้ายที่สุดเพื่อประท้วงการรัฐประหารเมื่อปลายเดือนตุลาคม 2549 กับรูปของนายณรงศักดิ์ กรอบไธสง ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ปะทะกันระหว่าง นปช.กับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา แกนนำหลายคนที่เข้าร่วมครั้งนี้ ได้แก่ นายจรัล ดิษฐาอภิชัย นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย นายชินวัฒน์ หาบุญพาด รวมไปถึง นายวีระ มุสิกะพงศ์ นายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ โดยมีประชาชนให้ความสนใจเข้าร่วมหลายพันคนท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายในช่วงค่ำ
นายจรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกล่าวเรียกร้องให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ออกมาขอโทษประชาชนกับการทำรัฐประหารที่ผ่านมา ขณะที่นายวิภูแถลงกล่าวสดุดีผู้เสียชีวิตทั้งสอง (นวมทอง และ ณรงศักดิ์) และประกาศวัตถุประสงค์การชุมนุมเพื่อเตือนสติสังคมว่าการยึดอำนาจรัฐประหารก่อผลเสียหายหลายประการ คือ 1. ทำให้เกียรติภูมิ ความน่าเชื่อถือของไทยพังยับเยิน 2. สร้างความแตกแยกให้คนในชาติเกลียดชังกันอย่างกว้างขวางและรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ 3. ทำให้เศรษฐกิจถดถอย 4. สร้างวัฒนธรรมที่เลวร้าย ในการเผชิญหน้ากับปัญหาทางการเมือง สร้างบรรยากาศว่าการเมืองตีบตันโดยกลุ่มพันธมิตรฯ มีบทบาทสำคัญใน “การปูพรมแดง” ให้แก่รัฐประหาร และยังทำให้พรรคการเมืองบางพรรคทรยศต่อระบอบประชาธิปไตย 5. ทำลายความเชื่อมั่น ศรัทธาในสถาบันหลักไม่ว่า ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ นายวิภูแถลงยังประกาศจุดยืนของ นปช.ว่า 1. จะต่อต้าน ต่อสู้กับการรัฐประหารอย่างถึงที่สุด2.ถ้ามีปัญหาทางการเมืองต้องใช้ระบบรัฐสภาในการแก้ปัญหาเท่านั้น ไม่มีสิทธิทำรัฐประหารหรือตั้งรัฐบาลแห่งชาติ “เราไม่ใช่ลูกน้องใครทั้งนั้น เราจะสู้ในหลักการ ไมใช่ความรุนแรง ส่วนกรณีวันที่ 2 ก.ย. มันเป็นไฟลัดวงจร เราไม่ได้เจตนาจะให้เกิดความรุนแรง ดูได้จากที่เราไม่ได้มีหมวก มีอะไร เพียงแต่จะเดินไปแสดงเจตนารมณ์ เราไม่เคยมีความสุขที่ประชาชนไทยด้วยกันเลือดตกยางออก” วิภูแถลงกล่าว นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ กล่าวว่า การมาชุมนุมของกลุ่มประชาชนในนาม นปช. วันนี้มีจุดประสงค์เพื่อรำลึกถึงการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดยมีเป้าหมายเพื่อมาพูดจาปราศรัยกันตามประสาครอบครัวประชาธิปไตย และจะไม่มีการเคลื่อนที่ไปไหน เมื่อหมดเรื่องการพูดจาปราศรัยกันแล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้าน ทั้งนี้ หากมีการรัฐประหาร หรือยึดอำนาจอีกก็จะถือเป็นพันธสัญญาร่วมกันของกลุ่ม นปช. ที่จะออกมาคัดค้าน นายณัฐวุฒิได้วิจารณ์ว่า การเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นแนวทางอนาธิปไตย ไม่สามารถยอมรับได้ หากกลุ่มพันธมิตรฯ ยังยืนยันที่จะเสนอการเมืองใหม่ให้ ส.ส. มาจากการเลือกตั้งเพียง 30% นปช. จะไม่ยอมรับ เพราะถือว่าเป็นแนวทางที่ปฏิเสธวิจารณญาณของประชาชน อย่างไรก็ตาม คาดว่าหลังจากนี้จะไม่มีอะไรวุ่นวายให้ นปช. ต้องออกมาชุมนุมยืดเยื้อ เพราะแนวทางของนายสมชาย วงษ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน เน้นแนวทางสันติวิธี โดยนายณัฐวุฒิกล่าวว่า การที่นายสมชาย ยกหูโทรศัพท์ไปเจรจากับแกนนำพันธมิตรฯ ก็ถือว่าเป็นการให้เกียรติกันมากแล้วในฐานะที่เป็นประชาชนคนหนึ่ง จึงเป็นเรื่องที่ฝ่ายพันธมิตรฯ ต้องพิจารณาเหมือนกัน แต่การเจรจากับนายกรัฐมนตรีได้ก็ไม่ได้หมายความว่าแกนนำจะรอดพ้นไปจากกระบวนการพิจารณาคดีตามหลักกฎหมาย
นอกจากนี้ยังมีตัวแทนจากกลุ่ม 19 กันยา ขึ้นอ่านแถลงการณ์ร่วมของ นปช. โดยพูดถึงการพยายามสืบทอดอำนาจผ่านการตั้งองค์กร สถาบันต่างๆ รวมทั้งการร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ภายหลังการรัฐประหาร รวมทั้งการรำลึกถึงนวมทอง ไพรวัลย์ และณรงศักดิ์ กรอบไธสง พร้อมทั้งประกาศว่า 1.จะสนับสนุนและปกป้องรัฐบาลและรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งเพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตย รวมทั้งพร้อมตรวจสอบรัฐบาลและรัฐสภาเพื่อให้สามารถทำงานแก้ปัญหาของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ 2.คัดค้านการทำรัฐประหารทั้งที่ใช้กำลังทหารและกำลังมวลชน 3. จะผลักดันให้เกิดการปฏิรูปการเมือง เพื่อจำกัดอำนาจนอกระบบที่ไม่เป็นประชาธิปไตย 4.จะผลักดันให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 และนำรัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาใช้ 5. คัดค้านและต่อต้านการเมืองใหม่ของพันธมิตรฯ อย่างถึงที่สุด เพราะเป็นรูปแบบล่าสุดอของระบอบเผด็จการแบบไทยๆ
นักศึกษาประชาชนจัด 2 ปี วันฆาตกรรมประชาธิปไตย คารวะ 2 วีรชนวันเดียวกันนี้ (19 ก.ย.) เมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มีการจัดงาน “รำลึก 2 ปี รัฐประหาร 19 กันยา” โดยมีกลุ่มประชาชนและนักศึกษารวมตัวกันราว 20 คน ได้ทำการแขวนป้ายผ้าที่มีข้อความ “ครบรอบ 2 ปี วันฆาตกรรมประชาธิปไตย คารวะ 2 วีรชนต่อต้านเผด็จการ นวมทอง ไพรวัลย์ ณรงค์ศักดิ์ กอบไธสง” ไว้ที่ตัวอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้รวมตัวกันอย่างสงบขณะที่ฝนเริ่มลงเม็ด และได้ทำการจุดเทียนรำลึกถึงเหตุการณ์วันรัฐประหาร 19 ก.ย.49 พร้อมกับนำเครื่องดนตรีออกมาบรรเลงขับกล่อม ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปเมื่อฝนตกหนักขึ้น ทั้งนี้ประมาณ 20 นาที หลังจากที่ผู้ร่วมกิจกรรมสลายตัวไปโดยทิ้งป้ายผ้าเอาไว้ได้มีชายคนหนึ่งเข้าไปปลดป้ายผ้าที่ผูกติดอนุสาวรีย์ออก และนั่งรถตุ๊กๆ ออกไปจากบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
|
ชุมนุมรำลึก 2 ปีรัฐประหาร 19 กันยา ที่เชียงใหม่
วันนี้ (19 ก.ย.) เวลา 9.30 น. สมาชิกกลุ่มสมาพันธ์ชาวเหนือเพื่อประชาธิปไตยและเครือข่าย ซึ่งเป็นองค์กรแนวร่วมของแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ประมาณ 50 คน ได้จัดกิจกรรมรำลึกเนื่องในโอกาสครบรอบ 2 ปี การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (คปค.)
โดยทางกลุ่มประกาศคัดค้านการรัฐประหาร คัดค้านการเปลี่ยนแปลงการปกครองด้วยวิธีการใดๆ ที่นอกเหนือจากรัฐรรมนูญ และเรียกร้องให้นำรัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาใช้ โดยทางกลุ่มเดินขบวนมาจากหน้าจวนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เชิงสะพานนวรัฐ มาตามถนนท่าแพ และสิ้นสุดที่การอ่านแถลงการณ์บริเวณข่วงประตูท่าแพ เนื้อหาโดยสรุประบุว่า การรัฐประหารที่เกิดขึ้นขัดแย้งต่อหลักการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย ไม่เป็นที่ยอมรับของนานาอารยะประเทศ เป็นสิ่งที่ริดรอนสิทธิและเสรีภาพของพลเมืองอย่างรุนแรง เป็นการทำลายชาติและส่งผลเสียทางเศรษฐกิจที่สำคัญ นอกจากนี้การรัฐประหารมีการฉีกรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน ผลจากการรัฐประหารทำให้เกิดการร่างรัฐรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เนื่องในโอกาสครบรอบ 2 ปี 19 กันยา และการจากไปของรัฐธรรมนูญปี 2540 สมาพันธ์ชาวเหนือเพื่อประชาธิปไตยจึงมีข้อเรียกร้อง 4 ข้อได้แก่ 1.ร่วมกันต่อต้านการเกิดรัฐประหารในประเทศไทย 2.ต่อต้านกลุ่มบุคคลที่ต้องการทำรัฐประหารทุกรูปแบบ 3.ร่วมกันต่อต้านบุคคลทำการเมืองที่ทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตย 4.จะสร้างความเข้าใจต่อประชาชนถึงเรื่องการปกครองระบอบประชาธิปไตย ส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักถึงสิทธิ เสรีภาพ ต่อไป ผู้ชุมนุมยังกล่าวปราศรัยบนรถขยายเสียงว่า “ไม่ต้องการรัฐธรรมนูญที่มาจากเสียงปืนและรถถัง สิ่งที่สวยงามก็คือประชาธิปไตยเท่านั้น” และ “No more coup. No more Tank. We want democracy” นอกจากนี้ทางกลุ่มยังเรียกร้องให้มีการนำรัฐธรรมนูญปี 2540 กลับคืนมา และแสดงความไม่เห็นด้วยกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ชุมนุมยึดทำเนียบรัฐบาล และยังไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอแนวทางการเมืองใหม่และแนวทางประชาภิวัฒน์ของพันธมิตรอีกด้วย
การชุมนุมดังกล่าวเป็นไปอย่างสงบ ในช่วงท้ายมีการเปิดเพลง “ปณิธานเสรีชน” ของจิ้น กรรมาชน และเพลง “โซลิดาริตี้” (Solidarity) ก่อนที่จะสลายตัวไปในเวลาประมาณ 10.30 น. โดยทางสมาพันธ์ชาวเหนือเพื่อประชาธิปไตยยังแจ้งด้วยว่าจะจัดชุมนุมปราศรัยในช่วงเย็นที่หน้าโรงแรมแกรนด์วโรรส หลังวัดพระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เป็นกิจกรรมต่อจากนี้
18 ก.ย. 51 - เมื่อ เวลา 17.30 น. นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท กราบบังคมทูลโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี และหลังจากได้รับการโปรดเกล้าฯ แล้ว จะเดินทางไปที่บ้านพักนายสมชายทันที
ขณะที่บรรยากาศที่บ้านวงศ์สวัสดิ์ ได้มีบรรดารัฐรัฐมนตรี ส.ส. สมาชิกพรรคพลังประชาชน ทยอยมาร่วมแสดงความยินดี อาทิ นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ รมว.อุตสาหกรรม นายวิชาญ มีนชัยนันท์ รมช.สาธารณะสุข นายสมศักดิ์ เกียรติ์สุรนนท์ รมว.วัฒนธรรม รวมถึงนายประภัสร์ จงสงวน ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. พรรคพลังประชาชน จากนั้น เวลา 18.54 น. นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้อัญเชิญพระบรมราชโองการมายังบ้านพักนายสมชาย ที่หมู่บ้านเบเวอร์ลีฮิลล์ ถนนแจ้งวัฒนะ โดยนายกรัฐมนตรี นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ภริยา พร้อมบุตรธิดา และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ รออยู่ ณ บริเวณห้องพิธี อย่างพร้อมเพรียงกัน เมื่อได้เวลา เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรอ่านพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ดังนี้ พระบรมราชโองการ ประกาศ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่าด้วยความเป็นนายกรัฐมนตรีของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 182 วรรคหนึ่ง อนุมาตรา 7 และประธานสภาผู้แทนราษฎรได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาว่า สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2551 เห็นชอบด้วยในการแต่งตั้งนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรจึงทรงพระราชดำริว่า นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นผู้ที่สมควรไว้วางพระราชหฤทัยให้ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 171 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีบริหารราชการแผ่นดินตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปประกาศ ณ วันที่ 18 กันยายน พุทธศักราช 2551 เป็นปีที่ 63 ในรัชกาลปัจจุบัน
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร
จบแล้ว เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรถวายคำนับพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วอัญเชิญพระบรมราชโองการฯ ไปวางที่โต๊ะหมู่บูชา ถวายคำนับ กลับไปยืนประจำที่ นายกรัฐมนตรี ถวายคำนับ แล้วเดินออกไปยืนตรงกลางหน้าโต๊ะหมู่บูชา ถวายคำนับพระบรมฉายาลักษณ์ ฯ เปิดกรวยกระทงดอกไม้แล้วกราบราบ ลุกขึ้นยืนถวายคำนับ เสร็จพิธีรับพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี
ที่มา : http://prachathai.com/05web/th/home/13724
edit @ 19 Sep 2008 17:18:33 by POLITICS
1.จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่น เอกราชในทางการเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง 2.จะรักษาความปลอดภัยในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก 3.จะต้องบำรุงความสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก 4.จะต้องให้ราษฎรได้มีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่ให้พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่) 5.จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก 4 ประการ ดังกล่าวแล้วข้างต้น
6.จะต้องให้มีการศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร
น่าเศร้าไหมที่หลักทั้ง 6 นี้ ปลาสนาการไปจากจิตสำนึกของชนชั้นปกครองร่วมสมัยจนหมดสิ้น ไม่มีการตระหนักถึงหลักทั้ง 6 แม้ในโรงเรียน หรือสื่อมวลชนกระแสหลัก และการศึกษาในระบบก็คือการสอนให้คนสยบยอมกับทุนนิยม บริโภคนิยม และศักดินาขัตติยาธิปไตย ถ้าเราต้องการจะออกจากวิกฤติร่วมสมัย เราจะต้องเอาหลักทั้ง 6 นี้กลับมาใช้ให้สมสมัยและการรู้ทันความคิดที่สะกดเราไว้ ที่ครอบงำเรานั้น ต้องใช้สัจจะและสันติประชาธรรมเป็นแกนกลาง เพื่อให้เกิดความปกติในสังคม ซึ่งก็คือศีลนั่นเอง หมายถึง การลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน ลดความเอารัดเอาเปรียบ และศีลหรือความเป็นปกติจะเกิดขึ้นได้จำเป็นต้องประกอบด้วยสมาธิ คือการอบรมจิตใจให้สงบ ให้เกิดสันติภาวะภายในแต่ละคน ยิ่งลดความเห็นแก่ตัวลงได้มาเท่าไหร่ ก็จะเกิดความอ่อนน้อมถ่อมตนมากขึ้นเท่านั้น ไม่เห็นคนอื่น สัตว์อื่น เป็นศัตรู หากศัตรูคือความโลภ โกรธ หลง ภายในตัวเราเอง เมื่อเกิดสัมมาสติ ปัญญาก็จะเกิด เห็นสภาพต่างๆ ตามความเป็นจริง ว่าเราอิงอาศัยกันและกัน ควรเกื้อกูลกันและกัน เพื่อสันติประชาธรรมสำหรับโลกเรานี้ ท่านเปรียบปัญญาว่าเป็นแสงสว่างซึ่งขจัดเสียได้ซึ่งความมืด ที่รวมถึงความกลัวและความเห็นแก่ตัว นี่จะทำให้เราเกิดความกล้าหายทางจริยธรรมกล้าท้าทายอำนาจอันอธรรมในทุกๆ ทาง วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ เป็นเพื่อนของเราคนหนึ่งซึ่งอยู่ในขบวนการองค์กรพัฒนาเอกชน และเป็นที่ปรึกษาสมัชชาคนจน จนตายจากไปเมื่อเร็วๆ นี้ เธอออกไปร่วมต่อสู้กับคนยากคนจนอย่างสันติวิธี โดยไม่เกลียดผู้ที่กดขี่ข่มเหงเธอและคนยากคนจนทั้งหลาย และในบั้นปลายชีวิต เธอมีเวลาภาวนาอย่างสุขสงบสำหรับตัวเธอเองและสำหรับกัลยาณมิตรของเธออีกด้วย เธอพูดอย่างจับใจว่า “ความดีจะเอาชนะความชั่ว และความจริงจะเอาชะความเท็จได้ในที่สุด ถ้าเราอดทนพอ” จึงควรที่เราจะภาวนาร่วมกัน และแผ่ไมตรีจิตมิตรภาพไปยังพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และกลุ่มอื่นๆ รวมถึงแผ่ขยายความรัก ความเข้าใจไปยังๆ ทุกคนในคณะรัฐบาล ในและนอกสภา รวมทั้งข้าราชการ นักธุรกิจการค้า และอาณาประชาราษฎร รวมทั้งคนในบริษัทข้ามชาติและจักรวรรดิอย่างใหม่ เราไม่โกรธ ไม่เกลียดใคร แต่เราต้องการทำลายโครงสร้างทางสังคมอันอยุติธรรมให้ปลาสนาการไปด้วยอำนาจสัจจะและอหิงสาวิธี ส.ศิวรักษ์ แสดง ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า วันที่ 16 กันยายน 2551 เวลา 18.00น.
![]() |
เป็นอีกคนที่มีบทบาทในการเลือกนายกฯ
คนใหม่ ที่จะมารับหน้าที่แทน นายสมัคร สุนทรเวช แต่ นายจาตุรนต์ ฉายแสง
อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ยืนยันถึงจะได้นายกฯ ในวันที่ 17 ก.ย.
แต่วิกฤตยังอยู่
การเสนอชื่อนายกฯ คนใหม่ จะสามารถคลี่คลายสถานการณ์การเมืองขณะนี้ได้หรือไม่
ขณะนี้มีการเสนอชื่อบุคคลเข้ามาเป็นนายกฯ
3 คน ซึ่งเป็นบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ
เชื่อว่าจะสามารถคลี่คลายสถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้ได้
มีส่วนในการคัดเลือกว่าที่นายกฯ คนใหม่
ผมเป็นบุคคลที่ขณะนี้ไม่สามารถสนับสนุนหรือผลักดันใครได้
เพราะถือเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม และผมก็ไม่มีบทบาทใดๆ
ในพรรคพลังประชาชนเลย เพียงแต่ขณะนี้มีวิกฤต
อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทยได้หารือกัน
และพรรคพลังประชาชนก็เชิญให้ไปร่วมเสนอความ เห็นบ้าง
ในตอนที่มีการเสนอชื่อนายสมัคร
กลับมา เป็นนายกฯ อีกครั้ง มีความเห็นที่แตกต่างกัน
และครั้งนี้เองมีการประสานให้ผมเข้าไปช่วยเพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ
และหาทางออกให้กับ สถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้
จากนั้นเมื่อได้ข้อสรุปในที่ประชุม
ผมและบุคคลที่เกี่ยวข้องก็เดินทางเพื่อนำข้อคิดเห็นต่างๆ
ไปชี้แจงให้นายสมัคร ทราบ ในฐานะที่เป็นหัวหน้าพรรค
เมื่อเสนอความเห็นต่างๆ
แล้ว ผมก็นำเสนอความเห็นส่วนตัวของผม ชี้แจงให้นายสมัครทราบ
แต่รายละเอียดต่างๆ ผมไม่ขอเปิดเผยเพราะถือเป็นมารยาททางสังคม
จะเอาความเห็นของคนอื่นมาพูดให้สาธารณะทราบคงไม่ได้
การเดินทางเข้าพบท่านสมัคร
ในครั้งนี้ไม่ใช่ มติของพรรคพลังประชาชน
จากนั้นพรรคพลังประชาชนก็ไปหารือกัน จนมีมติว่าจะเสนอท่าน สมัคร
เข้าไปอีกครั้งหนึ่ง เมื่อถึงวันที่ 12 ก.ย. ที่มีการเสนอชื่อนายกฯ
สมัครก็พร้อมเข้ามาทำหน้าที่อีกครั้ง แต่พอเกิดปัญหาที่สภา
ท่าทีของท่านสมัครก็อ่อนลง จนชัดเจนแล้วว่าท่านจะไม่เข้ามารับตำแหน่ง
ตรงนี้ก็ทำให้สถานการณ์ทางการเมืองคลี่คลายไปได้ระดับหนึ่ง
จากนี้สมาชิกพรรคพลังประชาชนจะประชุม
และมีมติเลือกบุคคลที่จะเสนอชื่อเป็นนายกฯในวันที่ 17 ก.ย.นี้
แต่มติของพรรคจะเสนอใครผมก็ไม่ทราบ เพราะไม่ใช่หน้าที่ของผม
พรรคพลังประชาชนแบ่งกลุ่มสนับสนุน 3 ส.
ยอมรับว่าพรรคขนาดใหญ่ต้องมีความเห็นที่แตกต่างกัน
แต่เชื่อว่าหลังจากผ่านพ้นไปแล้วจะมีการเยียวยาประสานหารือพูดคุยกัน
ทำให้พรรคเป็นเอกภาพมากขึ้น
และเชื่อว่าสมาชิกพรรคคงจะร่วมมือกันทำงานเพื่อบ้านเมืองต่อไปได้
และหากพรรคพลังประชาชนถูกยุบเชื่อว่าสมาชิกพรรคทุกคนจะไปรวมกันอยู่ที่พรรคเพื่อไทย
เพื่อสานต่ออุดมการณ์ทางการเมือง ผมมั่น
ใจว่าความเป็นปึกแผ่นของสมาชิกพรรคพลังประชาชนยังมีอยู่
ส่วนแนวคิดที่จะทำให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันคงเป็นไปได้ยากมาก
เพราะรัฐธรรมนูญออกแบบมาเพื่อให้รัฐบาลและพรรคการเมืองอ่อนแอ
เป็นรัฐธรรมนูญที่ต้องการทำลายระบบพรรคการเมือง
พรรคพลังประชาชนก่อนหน้านี้ที่เคยมีความเข้มแข็งขณะนี้เริ่มอ่อน
แอลง เพราะอีกไม่เกิน 3 เดือนพรรคพลังประชาชนก็จะถูกยุบ
บุคคลที่พรรคเสนอให้มาเป็นนายกฯ ก็จะบริหารประเทศได้แค่เพียงช่วงระยะเวลา
สั้นๆ เมื่อถูกยุบกรรมการบริหารพรรคต้องถูกเพิกถอนสิทธิ์ นายกฯ
ก็ต้องพ้นจากตำแหน่งทันที และถึงแม้นายกฯ จะยุบสภา ก็ไม่สามารถแก้
ไขปัญหาที่จะตามมาในอนาคตได้
มีแนวทางเดียวที่จะแก้ไขได้คือต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้รัฐบาลมีเสถียรภาพมากกว่านี้
แต่หากแก้รัฐธรรมนูญกลุ่มพันธมิตรฯ ก็จะไม่ยอม
และจะออกมาเคลื่อนไหวเพื่อขับไล่รัฐบาลอีก
หากเลือกตั้งแล้วก็ไม่มีใครการันตีได้ว่าเมื่อพรรคพลังประชาชนได้รับเลือกกลับเข้ามา
บริหารประเทศอีกครั้ง พันธมิตรฯ
จะไม่สร้างสถานการณ์ในรูปแบบเดียวกับปัจจุบันนี้
17 ก.ย. ได้นายกฯ แน่นอน
ผมเชื่อว่าวันที่
17 ก.ย. จะได้นายกฯแน่นอน
เพราะพรรคร่วมรัฐบาลก็ขานรับและสนับสนุนพรรคพลังประชาชน
แต่ปัญหาวิกฤตยังคงอยู่ ถึงแม้สภาจะเลือกนายกฯได้แล้ว
ก็ไม่มีใครระบุได้ว่ากลุ่มพันธมิตรฯ จะออกจากทำเนียบ
เพราะเป้าหมายของกลุ่มพันธมิตรฯ จะดิ้นไปเรื่อยๆ
ทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้พลังประชาชนมาเป็นรัฐบาล
สุดท้าย
ปัญหาสถานการณ์บ้านเมืองจะคลี่คลายได้ แกนนำกลุ่มพันธ มิตรฯทั้ง 5
คนต้องออกมามอบตัวเพื่อให้กระบวนการทางกฎหมายต่อสู้
ไม่ใช่ใช้วิธีการท้าทายให้ตำรวจเข้าไปจับ โดยอาศัยประชาชนเป็นเกราะป้องกัน
ขณะนี้พ.ร.ก.ฉุกเฉินถูกยกเลิกไปแล้ว
ไม่มีใครยืนยันได้ว่ากลุ่มพันธ มิตรฯ
จะไม่ดาวกระจายไปสร้างความเดือดร้อนที่ไหนอีก
และถ้าเกิดปัญหาการเผชิญหน้ากันอีกทหารจะออกมาช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจรักษาความสงบบ้านเมืองหรือไม่
เพราะหัวหน้าทหารก็ยืนยันว่าปัญหาต่างๆ เกิดจากการเมืองและสภา
แต่ท่านไม่ได้มองว่าเกิดจากบุคคลละเมิดกฎ หมายและทำให้บ้านเมืองไม่สงบ
ทั้งที่มีอำนาจตามกฎหมายในการรักษา ความสงบ
สามารถคลี่คลายสถานการณ์บ้านเมืองได้ในขณะนั้น แต่ท่านก็เลือกที่จะไม่ทำ
ดังนั้น
หลังจากนี้จึงไม่มีความชัดเจนเลยว่าสถานการณ์ต่างๆ
ของบ้านเมืองจะคลี่คลายไปในลักษณะใด ถือว่าความชอบธรรมของกลุ่มพันธมิตรฯ
น่าจะหมดแล้ว เพราะท่านสมัคร ก็ไม่รับตำแหน่งนายกฯ แล้ว
มีการโทร.ไปขอคำแนะนำจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ หรือไม่
ไม่มี
ช่วงที่ผ่านมาผมไม่ได้โทร.ไปหารืออะไร เพราะไม่อยากดึง พ.ต.ท.ทักษิณ
เข้ามาเป็นชนวน และเป็นเป้าหมายให้กลุ่มพันธมิตรฯ โจมตี
ผมยืนยันว่าผมยังเป็นนักการเมืองอยู่
ผมจะใช้สิทธิเสรีภาพของผมที่จะชี้แจงและแก้ไขปัญหาเพื่อช่วยบ้านเมืองต่อไป
ผมถือว่าผมยังมีสิทธิ์เท่าเทียมกับนักการเมืองคนอื่นๆ ในขณะนี้
หลังจากที่ผมได้สิทธิเสรีภาพคืนมาผมก็พร้อมที่จะเข้ามาทำให้บ้านเมืองเจริญก้าวหน้า
มองสถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้อย่างไร
แม้จะมีนายกฯ
แล้วแต่สถานการณ์การเมืองก็ยังไม่จบ เพราะกลุ่มพันธมิตรฯ
ยังคงเรียกร้องในมุมของตนเองโดยที่ไม่รับฟังความเห็นของฝ่ายอื่น
วิกฤตดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะรัฐธรรมนูญฉบับปี 50
ที่ทำให้รัฐบาลและพรรคการเมืองอ่อนแอ จนเป็นเหตุให้พันธมิตรฯ
บุกเข้ายึดครองสถานที่ราชการ สถานีโทรทัศน์
การกระทำดังกล่าวนี้ถือเป็นการกระทำที่ต้องการล้มล้างรัฐบาล
จนเป็นเหตุให้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาว่าเป็นกบฏ การกระทำดังกล่าวเห็นได้ชัด
เจนว่าพันธมิตรฯ บุกเข้าทำเนียบรัฐบาลโดยมีการใช้กำลังคน พกพาอาวุธ
บุกสถานที่ราชการ หลังจากนั้นมีการข่มขู่ ขู่เข็ญนายกฯให้ลาออก
และปฏิเสธที่จะเจรจากับรัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาล
จากนั้นก็ดำเนินการเรียกร้องให้รัฐบาลออกไป
ทั้งหมดไม่ใช่ข้อกล่าวหาลอยๆ
เพราะแกนนำทั้ง 5 คน เป็นคนพูดเอง จึงเห็นได้ว่าการกระทำของพันธมิตรฯ
เป็นการล้มล้างรัฐบาลและตามมาด้วยการเมืองใหม่
คิดอย่างไรกับแนวคิดการเมืองใหม่ของพันธมิตรฯ
แนวคิดการเมืองใหม่ของเขาไม่ได้สอดคล้องกับแนวคิดระบอบประชาธิปไตย
และเท่าที่ฟังก็เป็นเพียงการโยนหินถามทาง
ไม่มีเนื้อหาและรายละเอียดที่ชัดเจน โดยเฉพาะแนวคิด 30/70
ที่มาจากการเลือกตั้ง 30 ส่วน 70 ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าจะมาจากไหน
หากเป็นการแต่งตั้งแบบเดียวกับส.ว. สรรหาที่ผ่านมา
ก็จะเกิดปัญหาเพราะไม่ได้ครอบคลุมถึงกลุ่มอาชีพตามเจตนารมณ์ที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้
ถึงแม้นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ
จะพยายามอธิบายในรายละเอียด
แต่ก็ไม่สามารถที่จะสาธยายเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์ได้
เพียงแต่เป็นความพยายามกลบเกลื่อนแนวความคิดที่ล้าหลังและเป็นเผด็จการเท่านั้น
จนขณะนี้ก็ยังไม่สามารถที่จะอธิบายได้ว่าการเมืองใหม่ดีกว่าการ
เมืองปัจจุบันอย่างไร และแนวคิดนี้เห็นได้ว่าเป็นแนวคิดที่เลวร้าย ทำ
ให้ประเทศล้าหลังไปอีก 50 ปี
หากเสนอแนวคิดการเมืองใหม่เข้าสู่สภาก็คงต้องรอไปอีก 800 ปี
เพราะไม่มีใครเห็นด้วย
นอกจากนี้ กลุ่มพันธมิตรฯ
มีความเชื่อมโยงกับพรรคประชาธิปัตย์มาตลอด ตั้งแต่ช่วงปี 49 จนถึงปัจจุบัน
พรรคประชาธิปัตย์ต้องการจะล้มล้างรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
อดีตนายกรัฐมนตรี จนถึงรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี
มีการสนับสนุนบุคลากรขึ้นเวทีพันธมิตรฯ และนำบุคลากรของพันธมิตรฯ
มาลงสมัครส.ส. และที่ชัดเจนคือแกนนำของพันธมิตรฯ เป็นส.ส.
พรรคประชาธิปัตย์
อีกทั้งยังมีการสนับสนุนมวลชนจากพื้นที่ของตนเองก็เข้ามาชุมนุมในทำเนียบ
ที่สำคัญคือแนวความคิดของพรรคประชาธิปัตย์เรียกร้องให้ใช้วิถีทางนอกรัฐธรรมนูญ
และพยายามเสนอแนวความเห็นที่สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกับกลุ่มพันธมิตรฯ
และไม่เคยออกมาตอบโต้กลุ่มพันธ มิตรฯ ว่ายึดทำเนียบเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย
เพียงแต่อ้างว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ใช้สิทธิการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ
ชัดเจนว่าเป็นการเอื้อแนวคิดในอุดมการณ์เดียวกัน เพราะพันธมิตรฯ
แสดงท่าทีว่าจะสนับสนุนเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์
ที่มา : http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TUROd2Iyd3dNakUxTURrMU1RPT0=§ionid=TURNd05BPT0=&day=TWpBd09DMHdPUzB4TlE9PQ==
By Booranan Mangbuwan
5131601380 Section 2
![]() |
ตกเก้าอี้ ปิดฉากการเมืองไปอย่างง่ายๆ และเจ็บแสบ
ด้วยข้อสรุปที่คนในพรรคพลังประชาชนระบุว่า ยื่นบันไดให้ลงแล้ว ไม่ยอมลงเอง
นั่นคือชะตากรรมของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทย ที่ประกาศตัวเองว่าเป็น"นอมินี"ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
รวมแล้ว นายสมัครอยู่ในตำแหน่งนายกฯมา 7 เดือนเศษ และพ้นตำแหน่งไป ท่ามกลางความโล่งอกของทุกฝ่าย
ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ
ที่กำลังสาหัสกับสภาพเศรษฐกิจอุดตัน
เนื่องจากการประกาศภาวะฉุกเฉินในกรุงเทพ
ตามพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการในภาวะฉุกเฉิน
ประชาชนทั่วไป
ที่เห็นว่า นายสมัคร คือตัวปัญหาที่สร้างความแตกร้าวในสังคม
ด้วยท่าทีแข็งกร้าวในทุกปัญหา วิธีการพูดจาให้สัมภาษณ์
การจัดรายการสนทนาประสาสมัคร ออกโทรทัศน์ตอบโต้ด่าทอฝ่ายตรงข้าม
แม้แต่ฝ่ายทหารที่ถือว่า
นายสมัครเป็นรัฐมนตรีกลาโหม ที่เข้าไปแตะต้องวุ่นวายกับทหารน้อยที่สุด
ทำให้กองทัพกลับเข้ากรมกองอย่างราบรื่น ก็หนักใจกับสไตล์มุทะลุของนายสมัคร
ความหวังหลังจากนายสมัครตกเก้าอี้ก็คือ แล้วสถานการณ์บ้านเมืองจะคลี่คลาย ลดความตึงเครียดลงหรือไม่
จุดจบของนายสมัคร
เกิดขึ้นเมื่อศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 9-0 วินิจฉัยไปเมื่อวันที่ 9 กันยายนว่า
การที่นายสมัครไปจัดรายการชิมไปบ่นไป เป็นการกระทำขัดรัฐธรรมนูญ
ต้องพ้นจากตำแหน่งเป็นการเฉพาะตัว
ส่วนคณะรัฐมนตรี ให้ทำหน้าที่ต่อไปได้ จนกว่าจะมีนายกฯใหม่และรัฐบาลใหม่
กระบวนการหาบหามนายสมัคร กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง เกิดขึ้นทันที โดยใช้เครือข่ายของนักการเมืองสายแก๊งออฟโฟร์
รัฐธรรมนูญกำหนดว่า ในกรณีตำแหน่งนายกฯว่างลง ให้ประธานสภาเรียกประชุมสภาใน 30 วัน
นายชัย ชิดชอบ นัดประชุมสภาแบบสายฟ้าแลบ ในวันศุกร์ที่ 12 กันยายน
พร้อมกับออกข่าวว่า พรรคพลังประชาชนจะดันนายสมัคร กลับมาเป็นนายกฯอีกครั้ง
สถานการณ์ในพรรคตึงเครียดทันที เนื่องจากอีกขั้วอำนาจในพรรคเห็นว่า นี่คือโอกาสที่จะพลิกสถานการณ์ให้พรรค ด้วยการเปลี่ยนตัวนายกฯ
แทนที่จะหลับหูหลับตาเดินหน้าเข้าไปชนกับกระแสสังคม เพราะนายสมัคร ถูกสังคมต่อต้านอยู่เห็นๆ
แถมยังมีปัญหาคดีหมิ่นประมาทนายสามารถ
ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าราชการกทม. ซึ่งศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก 2
ปีไม่รอลงอาญา และศาลอุทธรณ์นัดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 25 กันยายนนี้
หากศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จะเกิดปัญหาขึ้นทันที
และยังเป็นโอกาสที่จะชิงการนำในพรรค คืนกลับจากกลุ่มแก๊งออฟโฟร์ ที่ระยะหลัง ประกาศอิสรภาพ ตีตัวออกห่างจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
สถานการณ์ของนายสมัครยิ่งลำบาก
เมื่อพรรคร่วมรัฐบาล 5 พรรค ได้แก่ ชาติไทย, เพื่อแผ่นดิน, มัชฌิมาธิปไตย,
รวมใจไทยชาติพัฒนา และประชาราช
ได้ประกาศสนับสนุนให้พรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำรัฐบาลต่อไป
แต่ในเรื่องตำแหน่งนายกฯ ทุกพรรคแถลงตรงกันว่า ให้พรรคพลังประชาชนตัดสินใจ โดยคำนึงถึงความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง
ถือว่าเป็นการสนับสนุนก็จริง แต่มีเงื่อนไขนุ่มๆ แถมมาด้วย
ขณะเดียวกัน
กลุ่มอำนาจนอกสภาก็ผสมโรงล็อบบี้ต้านนายสมัคร กระจายข้อเสนอรัฐบาลแห่งชาติ
โดยอ้างว่า จะทำให้การชุมนุมของพันธมิตรยุติลง แต่ไม่ได้รับความสนใจ
ภายในพรรคพลังประชาชนเอง
ได้มีการประชุม สรุปความเห็นว่า ให้ไปแจ้งนายสมัครว่า
ให้นายสมัครพิจารณาว่า พร้อมจะเป็นนายกฯต่อไปหรือไม่ หากพร้อม
พรรคก็จะสนับสนุน
โดยคาดหมายว่า นายสมัครจะเข้าใจนัยยะว่า นี่เป็นการยื่นบันไดให้นายสมัคร ได้ลงจากอำนาจอย่างนุ่มนวลและสง่างาม
แต่ผิดคาด ปรากฏว่านายสมัครประกาศว่าพร้อมจะเป็นนายกฯต่อไป
เบื้องหลังของเกมนี้ ทางขั้วที่ใกล้ชิดพ.ต.ท.ทักษิณ ชี้ว่า กลุ่มที่ใกล้ชิดนายสมัครนั่นเอง ที่ไปเชียร์ให้นายสมัครกลับมาอีก
เมื่อชื่อของนายสมัครเด้งกลับมาอีก
จึงมีการประสานกันเป็นการภายในพรรคพลังประชาชน และกับพรรคร่วมรัฐบาล
รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ ว่าจะไม่เข้าประชุมสภาฯ ให้องค์ประชุมไม่ครบ
เพื่อยืดเวลาการคัดเลือกนายกฯออกไป
จึงเกิดการชิงไหวชิงพริบ
เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ ฉกฉวยโอกาสเข้าไปประชุมสภาแล้วเสนอชื่อนายอภิสิทธิ์
เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ โดยหวังจะให้มีมีการโหวตฝ่ายเดียว
เพื่อฝากชื่อนายอภิสิทธิ์ติดไว้ในบันทึกการประชุม ซึ่งหากใน 30 วัน
ยังหาตัวนายกฯไม่ได้ นายอภิสิทธิ์ก็อาจจะได้เป็นนายกฯ
แต่นายชัย และพรรคพลังประชาชน รีบตัดเกมด้วยการยืนยันว่าองค์ประชุมไม่ครบ ไม่สามารถลงมติได้ ทำให้เกมของพรรคประชาธิปัตย์ไม่เป็นผล
หลังจากนายสมัครพ้นไป "การบ้าน"ข้อใหญ่ของพรรคพลังประชาชน คือจะเลือกใครมาเป็นนายกฯ
ที่พูดกันมากคือ
" 3 ส." ได้แก่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รักษาการนายกฯ, น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี
รองนายกฯและรมว.คลัง, และนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์
ข้อดี-ข้อเสียที่พูดกันในพรรคคือนายสมชาย
เป็นน้องเขยพ.ต.ท.ทักษิณ มีภาพที่โยงใยกับพ.ต.ท.ทักษิณมากเกินไป,
น.พ.สุรพงษ์ ได้รับความยอมรับอย่างสูงในเรื่องการบริหารงาน
แต่มีคดีหวยบนดิน อยู่ในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ทำให้เป็นอุปสรรคในการเข้ารับตำแหน่ง
ส่วนนายสมพงษ์
กลายเป็นม้ามืดที่มาแรง ได้รับการสนับสนุนจากขั้วใกล้ชิดพ.ต.ท.ทักษิณ
และยังเป็นอดีตกลุ่ม 16 ที่สนิทสนมกับแก๊งออฟโฟร์
ข้อเสียของนายสมพงษ์
ก็คือ ยังไม่เคยโชว์การบริหารงานสำคัญให้สังคมประจักษ์มาก่อน
และมีตำแหน่งกรรมการบริหารพรรค
ซึ่งหากมีการพิจารณาตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค อันเนื่องมาจากคดียุบพรรค
อาจจะกลายเป็นปัญหาได้
การตัดสินใจของพรรคพลังประชาชนในเรื่องตัวบุคคล ถือเป็นงานยุ่งยากเพราะปัญหาการเมืองภายใน
แต่เรื่องที่น่าจับตามองไม่แพ้กันก็คือ นายกฯคนใหม่ที่เข้ามา จะดำเนินนโยบายอย่างไร
จะสร้างสมานฉันท์ในสังคม
ลดเงื่อนไขของการเผชิญหน้า เลิกทำตัวเป็น"นอมินี"ของพ.ต.ท.ทักษิณ
แล้วตั้งหน้าตั้งตาทำงานแก้ปัญหาของประเทศชาติหรือไม่
หากไม่ยอมเดินบนหนทางใหม่ แต่เลือกเดินบนรอยเดียวกับนายสมัคร ก็พอจะมองเห็นจุดจบตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้น
ที่มา : http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TUROd2Iyd3hNREUwTURrMU1RPT0=§ionid=TURNd05BPT0=&day=TWpBd09DMHdPUzB4TkE9PQ==
By Booranan Mangbuwan
5131601380 Section 2