23 กันยายน 2551

posted on 23 Sep 2008 10:46 by politicmen

ปธ.ชมรม ส.ส.ร.50 หนุนการเมืองใหม่ ‘สมคิด’ ชี้สังคมไทยได้เวลาปรับระบบเลือกตั้ง

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานชมรม ส.ส.ร.50 (สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2550) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกลุ่มพันธมิตรเสนอการเมืองใหม่ ว่าเป็นแนวคิดที่จะทำให้มีการเมืองรูปแบบใหม่ซึ่งมีความเป็นไปได้ โดยให้มีที่มาจากการเลือกตั้งและสาขาอาชีพอย่างละครึ่ง ทั้งนี้ในสาขาอาชีพจะต้องไม่สังกัดพรรค และหากจะทำให้เป็นจริงจะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อน โดยแก้ในมาตราที่เกี่ยวกับ ส.ส. และ ส.ว. แต่จะทำได้มากน้อยแค่ไหนก็ต้องรอดูต่อไป การกำหนดให้มีการเมืองใหม่ เพราะเราต้องการให้การเมืองโปร่งใส แต่คิดว่าจะทำให้เป็นการเมืองใหม่ได้จริงหรือไม่ อยู่ที่ตัวนักการเมือง ที่จะต้องไม่มีพฤติกรรมโกงการเลือกตั้งหรือทุจริตคอร์รัปชัน แนวคิดการเมืองใหม่ก็เหมือนกับการปฏิรูปการเมือง เพียงแต่เรียกชื่อเสียใหม่ ที่ผ่านมาการเมืองไทยต้องการให้เกิดการปฏิรูปการเมือง แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ ขณะที่ นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตเลขานุการคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2550 กล่าวถึงแนวคิดการเมืองใหม่ของกลุ่มพันธมิตร ว่า จากศึกษาระบอบประชาธิปไตยในหลายประเทศก็พบว่าประชาธิปไตยจริงๆ ไม่จำเป็นต้องมี ส.ส.มาจากการเลือกตั้งทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ หลายประเทศก็จะกันผู้แทนไว้สำหรับชนกลุ่มน้อย และสาขาอาชีพต่างๆ แต่ที่รัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับ คือ 2540 และ 2550 พยายามออกแบบในชั้น ส.ว.ให้มีที่มาที่หลากหลายไม่ใช่เลือกตั้งเพียงอย่างเดียว และพิสูจน์แล้วว่า ส.ว.สรรหา 74 คน ก็ทำงานอย่างอิสระสามารถตรวจสอบรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ที่ยังไม่เคยแตะมาถึงสภาล่าง เพราะยังเชื่อว่าสามารถป้องกันการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรมได้ โดยสร้างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขึ้นมาตรวจสอบ แต่ในทางปฏิบัติทำได้ยาก จึงพยายามให้มี ส.ส.ระบบสัดส่วนเข้ามา ทั้งนี้ หากพันธมิตรเสนอรูปแบบการเลือกตั้งที่สามารถยึดโยงกับประชาชนได้ เชื่อว่าสังคมจะรับได้ เช่นให้มีการเลือกตั้งโดยตรงครึ่งหนึ่งและอีกครึ่งหนึ่งมาจากการเลือกกันเองระดับหนึ่งของแต่ละกลุ่มสาขาอาชีพแล้วให้ประชาชนทั้งประเทศเลือกอีกครั้ง สามารถอธิบายได้ว่าฐานที่มายังมาจากประชาชน ซึ่งตนเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยจะต้องมีการปรับระบบการเลือกตั้ง 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ

ที่มา : http://prachathai.com/05web/th/home/13763

22 กันยายน 2551

posted on 22 Sep 2008 12:49 by politicmen

นักศึกษา ม.อุบล ไว้อาลัย รธน.40 ประณามรัฐประหาร 19 กันยา

 

 

19 กันยายน 51เวลา 17.00 - 20.00 น. นักศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานีจากหลากคณะหลายองค์กรเช่น กลุ่มเยาวธาร กลุ่มหิ่งห้อยวรรณกรรม กลุ่มพิราบขาว กลุ่มข้าวเหนียวปั้นน้อย ฯลฯ ได้รวมตัวกันจัดกิจกรรมไว้อาลัย รัฐธรรมนูญ 40 และกล่าวประณามการทำรัฐประหาร เนื่องในโอกาสครบรอบ 2 ปี เหตุการณ์ รัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549  รูปแบบการจัดกิจกรรมเป็นเวทีเปิดให้นักศึกษาที่มีความสนใจได้ขึ้นเวทีปราศรัยแสดงทัศนะทางการเมืองให้เพื่อนนักศึกษาได้รับทราบ และมีการแสดงดนตรีสลับเป็นระยะ ประเด็นหลักของการจัดเวทีในครั้งคือ มรดกรัฐประหารทิ้งอะไรไว้ให้สังคมไทยบ้างซึ่งเป็นการทบทวนผลกระทบต่อสังคมอันมีผลสืบเนื่องมาจากการรัฐประหารครั้งที่ผ่านมา เริ่มต้นกลุ่มนักศึกษาได้จัดเวทีอภิปรายปราศรัยขึ้นบริเวณลานเอนกประสงค์หน้าโรงอาหาร หลังจากกิจกรรมดำเนินไประยะหนึ่ง ฝนได้เริ่มตกลงมาทำให้ต้องย้ายเวทีไปภายในบริเวณโรงอาหาร สาระร่วมกันของนักศึกษาหลายองค์กรที่จัดงานในครั้งนี้คือ มองการรัฐประหารว่าเป็นความไม่ชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตย มองตัวรัฐธรรมนูญ 50 ว่าเป็นเครื่องมือหนึ่งที่สำคัญในการฟื้นอำนาจของระบอบอำมาตยาธิปไตย ไม่เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องและวิธีการเคลื่อนไหวกดดันของพันธมิตร และยังเรียกร้องให้ทุกฝ่ายในสังคมยึดในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ต่อจุดยืนทางการเมืองนั้นทางกลุ่มไม่ฝักฝ่ายใด และมีข้อเสนอว่าควรมีการจัดเสวนาพูดคุยอย่างต่อเนื่อง ให้เข้าใจปัญหาสังคมการเมืองเชิงโครงสร้าง นายยุทธนา ดาสี นักศึกษา ม.อุบลฯจากกลุ่มเยาวธาร หนึ่งในผู้ประสานงานในการจัดงานครั้งนี้กล่าวกับประชาไทว่า สถานะการณ์ทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมาทำให้เพื่อนๆนักศึกษามีการตื่นตัวทางการเมืองมากขึ้น ทางกลุ่มได้จัดกิจกรรมพูดคุยแลกเปลี่ยนทัศนะทางการเมืองมาโดยตลอดโดยมีอาจารย์ในมหาวิทยาลัยหลายท่านได้กรุณาเข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนด้วย  นอกจากการจัดกลุ่มพูดคุย เวทีปราศรัยแล้ว ทางกลุ่มกิจกรรมนักศึกษายังได้ทำโพลสำรวจความคิดเห็นทางการเมืองของเพื่อนนักศึกษาโดยมีอาจารย์จากหลายคณะให้การสนับสนุน ผลของการสำรวจจะนำออกมาเผยแพร่ภายในเวลาอันใกล้นี้ ที่มา : http://prachathai.com/05web/th/home/13753

21 กันยายน 2551

posted on 21 Sep 2008 19:20 by politicmen

เสวนา : การเมืองสยามประเทศ(ไทย)หลังสมัคร การเมืองใหม่ไร้ระเบียบ และ 70 = 30 ได้หรือ ?

การอภิปราย การเมืองสยามประเทศ (ไทย)-หลังสมัคร III : การเมืองไร้ระเบียบใหม่ และ ประชาธิปไตย 70 = 30 ได้ด้วยหรือ


จัดโดย มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ และเครือข่ายสันติประชาธรรม

ที่คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์วันที่ 19 กันยายน 2551

  ยุกติ มุกดาวิจิตร อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยา มานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะพูดว่าด้วยเรื่องขบวนการประชาชนหลังขบวนการพันธมิตรฯ มองหลังสมัครไม่พอ ต้องมองหลังพันธมิตรฯด้วย เพราะมันเป็นเช่นนี้โดยตลอดไม่ได้ คาดว่าจะจบในเร็วๆ นี้ ประเด็นคือจะจบอย่างไรที่ขบวนการประชาชนไม่พังพาบไปพร้อมพันธมิตรฯ จบอย่างไรเมื่อพันธมิตรฯลงแล้ว อำนาจครอบงำไม่ว่ารัฐ หรืออื่นๆ จะไม่นำข้ออ้างความผิดพลาดของพันธมิตรฯ มาเป็นการปราบปรามการชุมนุม และจะจบอย่างไรจึงไม่ทำลายขบวนการประชาชนหลังจากนั้น  น่าสังเกตว่า พันธมิตรฯ ถูกโจมตีมานานแล้ว แต่ 2-3 วันที่ผ่านมา สื่อหลักที่เคยปกป้องและเชียร์ ก็เริ่มหันมาโจมตีพันธมิตรฯ แต่ที่น่าทุเรศคือการโจมตีแบบเสียๆ หายๆ  เรื่องบัดสี ความรุนแรง ฯลฯ โดยไม่โจมตีในหลักการ ทั้งที่นักวิชาการโจมตีในหลักการมานานกว่า 2 ปีแล้ว  อยากเรียกร้องให้ผู้ร่วมขบวนการพันธมิตรฯ เลิกสนับสนุนผู้นำพันธมิตรฯ แต่อยากให้เคลื่อนไหวต่อไป เป็นกบฏที่มีพลังสร้างสรรค์ประชาธิปไตย แต่ไม่ใช่ทำลายประชาธิปไตย  ขบวนการพันธมิตรฯ นั้นล้าหลัง ไม่ทันกับความเปลี่ยนแปลง ความหลากหลายซับซ้อนของสังคมปัจจุบัน จึงไม่สามารถเป็นพลังต่อต้านอำนาจต่างๆ ได้อย่างลึกซึ้ง น่าเสียดายนักวิชาการก็มักคิดอยู่ในกรอบต่อต้านอำนาจแบบเก่าเดียวกับพันธมิตรฯ ดังนั้น ถ้าพันธมิตรฯ จะอยู่ต่อไปต้องปรับตัว  ขบวนการพันธมิตรฯ เป็น social movement อย่างหนึ่ง บางคนว่าใหม่ ซึ่งก็ใหม่เมื่อเปรียบเทียบกับระบบตัวแทน รัฐสภา ถือเป็นประชาธิปไตยทางตรง แต่ขบวนการการเคลื่อนไหวทางสังคมแบบใหม่ไม่จำเป็นต้องยึดอำนาจรัฐ ขบวนการที่ยึดอำนาจรัฐนั้นเป็นแบบเก่า เช่น ขบวนการคอมมิวนิสต์ ทำแล้วตัวเองกลายเป็นรัฐ หมดพลังก้าวหน้า และนำไปสู่การกดทับสิทธิของคนอื่น หรือทำลายแม้แต่พวกเดียวกัน  ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมแบบใหม่ ต้องไม่ไปสู่ทิศทางทำลายประชาธิปไตยและสร้างอำนาจครอบงำที่เลวร้ายยิ่งกว่าระบบเลือกตั้ง การต้อนรับรัฐประหาร และนำไปสู่อภิชนาธิปไตย ไม่ใช่ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมแบบใหม่แน่นอน แม้แต่คิดเรื่องการเป็นตัวแทนที่เสนอตัวแทนสายอาชีพก็ยังตามไม่ทันโลก พันธมิตรฯจึงเป็นการเมืองแบบเก่า เคลื่อนไหวทางสังคมแบบเก่า ประเด็นที่สอง นักวิชาการที่สนับสนุนพันธมิตรฯ เป็นนักวิชาการที่สนใจแต่การเมืองแบบเก่า มองการเมือง อยู่ในคู่ขัดแย้งรัฐกับประชาชน ทั้งที่ความเป็นการเมืองในปัจจุบันมีปริมณฑลที่กว้างกว่านั้นแล้ว เขามักมองว่าการเลื่อนไหวของพันธมิตรฯ เป็นการเมืองภาคประชาชน เป็นการแสดงพลังของประชาชน ร้ายกว่านั้น หลายคนเอาพันธมิตรฯเอาไปเปรียบเทียบกับปี 2516 หรือ 2535 ซึ่งเป็นคนละเรื่อง บางคนอธิบายว่าเป็นการเมืองของชนชั้น ซึ่งน่าจะใช้กรอบนั้นไม่ได้แล้ว ที่ตลกคือ เมื่อลากนักศึกษาออกมาได้ก็บอกว่า นักศึกษาเป็นพลังบริสุทธิ์ นักศึกษาไม่ได้บริสุทธิ์ผุดผ่อง และในภาพาการเมืองแบบเก่า ขบวนการนักศึกษาก็ตายตั้งแต่ก่อนพฤษภาคม 2535 แล้ว อีกทั้งนักศึกษาได้หันหลังให้การเมืองแบบเก่าไปนานแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาทิ้งการเมือง เพราะพวกเขาเห็นว่าการเมืองมีมากกว่ารัฐกับประชาชน ที่นักวิชาการเก่าๆ มอง การเมืองของการต่อต้านอำนาจมีหลายรูปแบบ ไม่จำเป็นต้องเป็นรัฐกับประชาชนเท่านั้น เพราะรัฐไม่ได้เป็นอำนาจครอบงำเดียวที่มีพลัง และตอนนี้รัฐอ่อนกำลังลงด้วยซ้ำ นอกจากนี้การต่อต้านโลกาภิวัตน์ก็ไม่จำเป็นต้องมองจากชุมชนท้องถิ่นเท่านั้น คู่ตรงข้ามแบบนี้ไม่เพียงพอ ถ้ามองไม่พ้นพวกนี้จะทำให้มองไม่เห็นอำนาจครอบงำอีกหลายด้าน และไม่ได้ดูลักษณะเชิงคุณภาพในการต่อต้านอำนาจครอบงำ ซึ่งมีสีสันแตกต่างหลากหลาย ขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองเป็นการต่อต้านอำนาจอย่างหนึ่งในหลายๆ แบบ เป็นรูปแบบการต่อต้านที่นักวิชาการสนใจที่สุด แต่ไม่ได้หมายความว่ามีพลังมากที่สุด สำคัญที่สุด มันยังมีอีกหลายแบบที่มีพลัง ในแง่ลักษณะเชิงคุณภาพของการต่อต้านอำนาจครอบงำ ไม่ใช่เราจะทึกทักว่าการออกมาต่อต้านรัฐจะดีทั้งหมด ต้องดูคุณภาพการต่อต้านด้วยว่า ท้ายทายระบบเก่าหรือ รื้อฟื้นระบบเก่า ที่ผ่านมายังมองไม่ออกว่าการเปิดประเด็นเรื่องปราสาทเขาพระวิหาร การปิดประเทศ เป็นการเมืองใหม่ตรงไหน  การต่อต้านอำนาจครอบงำถูกมองว่าเป็นการเรียกร้องความเปลี่ยนแปลง แต่บางทีไม่ใช่ บางครั้งเป็นพลังต่อต้านการเปลี่ยนแปลง เป็นพลังอนุรักษ์นิยม ไม่ใช่พลังก้าวหน้า นักวิชาการใหญ่หลายคนหลงมองว่า พันธมิตรฯ เป็นขบวนการคล้ายกับสมัย 14 ตุลา จึงสนับสนุนไปด้วย แต่รูปแบบการต่อต้านของพันธมิตรฯ เป็นการต่อต้านที่ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงจากทุนนิยมโลกาภิวัตน์  ยังมีการต่อต้านแบบอื่นที่ทรงพลัง เช่น การใช้สัญลักษณ์ การเขียน การเล่นดนตรี บางคนบอกว่าบางทีความเงียบก็เป็นการต่อต้านเชิงสัญลักษณ์ที่ทรงพลังได้ หรือการเล่นเน็ตก็ใช่ การเล่นเน็ตของเด็กอาจนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่โลก แต่เป็นสิ่งที่ซึมลึกและยาวนานมากกว่าการเดินขบวน บางทีการเดินห้างสรรพสินค้ายังต่อต้านอำนาจครอบงำการเมืองได้ด้วย บางคนว่ามันไม่มีพลังเปลี่ยนแปลงสังคม แต่ขอยืนยันว่า มันเป็นการต่อต้านอันยาวนาน เป็นสิ่งที่ กบฏยุคโพสต์โมเดิร์นทำ แต่ไม่เป็นที่สนใจของนักวิชาการที่เคยชินแต่การเมืองแบบเก่า นักวิชาการเหล่านี้ใจร้อนอยากเห็นสังคมในอุดมคติก่อนตาย เพราะส่วนใหญ่แก่กันหมดแล้ว พวกเขาเองก็ตกเป็นทาสเงินด้วยเพราะเป็นประธานบอร์ดหลายแห่ง ถ้าออกมาปฏิเสธไม่รับเงิน ก็จะนับถือนักวิชาการและราษฎรอาวุโสทั้งหลาย  ประเด็นต่อมา พันธมิตรฯ ต้องแปลงพลังต่อต้านจากการต่อต้านที่ทำลายล้างสู่การต่อต้านที่สร้างสรรค์ ในเมื่องกลุ่มที่ร่วมกับพันธมิตรฯมีหลายกลุ่ม และแต่ละกลุ่มก็สามารถเคลื่อนไหวด้วยตัวเองได้ ทำไมจึงไปขึ้นอยู่กับแกนนำไม่กี่คน และทั้งที่ต่อต้านระบบตัวแทนทำไมจึงยังย่ำอยู่กับตัวแทน  ขบวนการสังคม ขบวนการต่อสู้ต่างๆ ต้องการเวลาเปลี่ยนแปลงที่ยาวนาน และตนเองก็ต้องเรียนรู้และพัฒนาความคิด ขบวนการเคลื่อนไหวในประเด็นต่างๆ ล้วนพัฒนามาจาก civil rights movement และตอนหลังพัฒนากลายเป็นทฤษฎีทางสังคมที่เรานั่งเรียนกันอยู่ ซึ่งใช้เวลา 30-40 ปี หรือเป็นร้อยปี ต้องค่อยๆ ผลักดันให้มวลชนเรียนรู้ จนเป็นการปฏิบัติ คำถามคือขบวนการของพันธมิตรฯ ทำแต่การทหาร แต่อ่อนการเมือง และวิชาการหรือเปล่า การต่อสู้ของพันธมิตรฯ เป็นการร่วมมือกันอย่างหลวมๆ เมื่อผู้ร่วมขบวนการค้นพบว่าผู้นำขบวนการพาไปสู่จุดที่หลายคนไม่เห็นด้วย ทำไมไม่แยกตัวออกมา หรือไม่ก็เลิกหนุนเสียที โดยเฉพาะในส่วนนักวิชาการ เพราะตอนนี้ขบวนการนี้กำลังทำลายทั้งตัวเอง รัฐ และระบอบประชาธิปไตย  ขอเรียกร้องต่อกลุ่มนักศึกษาที่เข้าร่วมกับพันธมิตรฯ ขอท้าเลยว่า ถ้า ถ้าคุณปฏิเสธระบบการเมืองตัวแทน รัฐสภา จบเรื่องนี้แล้วคุณอย่าไปเป็นนักการเมือง อย่าไปลงเลือกตั้ง คุณศรัณยู วงศ์กระจ่าง ก็เช่นกันอย่าไปเล่นการเมือง เพราะปฏิเสธการเมืองแบบตัวแทน แต่ให้ไปทำงานการเมืองใหม่ เคลื่อนไหวนอกระบบรัฐสภาไปเรื่อยๆ หรือไม่เช่นนั้นก็เรียนหนังสือต่อ เปลี่ยนการเมืองไทยให้ใหม่อย่างแท้จริง นักศึกษาควรต่อสู้ต่อไป เป็นกบฏต่อไป เป็นกบฏต่อกระบวนการอยุติธรรม  นอกจากนี้ยังเสนอให้ตั้งกลุ่มการเมือง ไม่ต้องเป็นกลุ่มพรรคการเมือง แต่เป็นกลุ่มการเมืองเช่นเดียวกับในต่างประเทศ เช่น กลุ่มแม่บ้านที่ต้อต้านการดื่มสุรา โดยเฉพาะกลุ่มแม่บ้านที่มีมีความแอคทีฟมาก ส่วนกลุ่มกวี กลุ่มเอ็นจีโอ และกลุ่มนักวิชาการ ขอเรียกร้องให้เรียนต่อ ถกเถียงกับเพื่อนเพื่อหาแง่มุมใหม่ๆ ที่จะต่อสู้กับอำนาจการครอบงำใหม่ๆ ไม่ใช่ใช้วิธีสิ้นเปลืองและสุ่มสี่ยงต่อการล่มสลายของประชาธิปไตย  อภิชาต สถิตนิรมัย อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมคิดว่าข้อเรียกร้องของพันธมิตรฯ เป็นข้อเรียกร้องของขบวนการชนชั้นกลางและชนชั้นสูงที่ต้องการสร้างสภาขุนนางเพื่อกีดกันรากหญ้าจากส่วนแบ่งอำนาจทางการเมือง แต่พยายามจะบอกว่าสภาขุนนางเท่ากับประชาธิปไตย หรือพูดให้เพราะหน่อยว่าคือ เรื่อง Philosopher King/การปกครองโดยนักปราชญ์  ถ้าข้อเรียกร้องเป็นอย่างนี้ให้ดาวกระจายไปที่หลุมศพของวีรชน 14 ตุลา แล้วชี้หน้าหลุมศพว่าการเรียกร้องของวีรชน 14 ตุลานั้นเป็นความผิดพลาดทางประวัติศาสตร์ที่เปิดทางให้เกิดขึ้นของระบอบรัฐสภาที่เรียกว่าระบอบนักเลือกตั้ง และต้องดาวกระจายไปที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา รื้อมันทิ้งแล้วสร้างอนุสรณ์สถานให้ 3 ทรราช ถนอม ประภาส ณรงค์ สมการของ 70/30 มีฐานว่าคนจนมีพฤติกรรมการขายเสียง เพราะรากหญ้าคนจนขาดการศึกษา ไร้ข้อมูล ตามข้อมูลไม่ทัน ไม่เช่นนั้นก็ขาดจริยธรรม หรือไม่โง่ก็งก ซึ่งเป็นต้นตอของปัญหา สภาขุนางจึงต้องตัดเสียงรากหญ้าออก การมองแบบนี้ คือคนจนไม่ควรเป็นใหญ่ ทั้งที่คำว่า democracy มีรากศัพท์มากจากภาษาละตินคือ demos แปลว่า คนจน Democracy จึงการปกครองที่คนจนเป็นใหญ่ การวิเคราะห์ของพันธมิตรฯและกระบวนการพันธมิตรจึงตั้งอยู่บนฐานคิดที่ไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างยิ่ง ปัญญาชนสายพันธมิตรฯ ที่สนใจเรื่องกรีกโบราณที่เรียนรู้จากนครรัฐเอเธนส์ล้มได้ด้วยสภา 500 คน เพราะถูกชักจูงได้ง่ายๆ โดยคนที่มีวาทศิลป์  สิ่งที่นำเสนอจึงขัดกับหลักความเชื่อพื้นฐาน 2 ประการของประชาธิปไตย คือ หนึ่ง คนเราเกิดมาเท่าเทียมกัน ไม่ว่าคุณจะมีการศึกษาระดับไหน มีสินทรัพย์ระดับไหน ต่อให้ง่อยเปลี้ยเสียขา ต่อให้ไม่สมประกอบคุณก็ยังมีสิทธิเลือกตั้ง ระบอบการปกครองนั้นไม่ว่าจะมีสร้อยอะไรก็ตามแต่ ไม่สามารถจะเรียกว่าประชาธิปไตยได้ ถ้าไม่ได้อยู่บนฐานความคิดที่ว่าคนเท่าเทียมกัน หลักการที่สอง คือ คนจนเป็นคนที่มีเหตุและผล คิดเป็น  การที่คนจนขายเสียงเป็นจริงในสังคมไทย และอธิบายได้ในเชิงเศรษฐศาสตร์ เช่น ก่อนรัฐบาลทักษิณการซื้อเสียงมีอยู่แล้ว ทำไมการขายเสียงยุคนั้นจึงมีเหตุมีผล เมื่อมองจากสายตาของ Demos ก่อนหน้านั้นรัฐบาลกลางทำอะไรไหมที่เป็นประโยชน์ของเขา การที่คุณต้องเดินทางไปลงคะแนนเสียง มีค่าเดินทาง ถ้ามีการขายเสียง ผมก็จะขาย เพราะถ้าไม่ขาย นอกจากเสียค่ารถเมล์ฟรีแล้วก็ไม่ได้อะไรเลย หลังยุคทักษิณ การเลือกตั้ง 2548 ได้เกินครึ่งสภา การขายเสียงก็ยังมีเหตุผล ต่อให้ไม่ขายเสียงก็ยังมีประโยชน์ที่ได้จากนโยบาย แล้วจะแปลกอะไรในเมื่อจะเลือกอยู่แล้ว แล้วมีคนให้อีก 500 บาท ทำไมจะไม่รับ โดยสรุปคือเราจะตัดสินระบอบการปกครอง เราต้องเริ่มจากพื้นฐานความเชื่อสองประการ คือ คนเท่าเทียม และคนมีเหตุมีผล จากหลัก 2 ประการมันนำไปสู่หลัก Majority Rule คือเราจะตัดสินเรื่องใดๆ ทางการเมือง ถ้าเราเชื่อเรื่อง 1 คนหนึ่งเสียง แล้วก็เชื่อในเสียงข้างมาก ชะตากรรมของประเทศหนึ่งๆ ต้องตัดสินด้วยเสียงข้างมากผ่านบัตรเลือกตั้ง ถ้าชนชั้นกลางบอกว่าประชานิยมจะนำไปสู่การขาดดุลทางการคลัง ทำให้ประเทศล่มจมเหมือนอาเจนติน่าก็บอกได้ แต่ว่าน้ำหนักของชนชั้นกลางต้องไม่มากไปกว่าคนชั้นล่าง และความผิดทางนโยบายต้องตัดสินด้วยการเลือกตั้ง กฎอีกข้อหนึ่งของประชาธิปไตยคือ Rule of Law นิติรัฐ คือ Limited Government เป็นหลักการจำกัดอำนาจรัฐไม่ให้ทำตามอำเภอใจ เป็นหลักที่ป้องกันทรราช รัฐต้องไม่ abuse of power เป็นหลักที่บอกว่าประชาชนมีสิทธิเสรีภาพทางทรัพย์สิน และการแสดงออกทางการเมือง ถ้ารัฐผิดหลักอันนี้จะต้องตัดสินโดยกระบวนการยุติธรรม เพื่อบอกว่ารัฐกำลัง abuse of power  ดังนั้น ถ้าจะดูระบอบการเมืองหนึ่งเป็นประชาธิปไตยหรือๆไม่ ก็ต้องดูจากเงื่อนไขดังกล่าว ข้อเสนอเรื่อง 70/30 จึงเป็นสภาขุนนาง ไม่ใช่ประชาธิปไตย ถ้าไม่เชื่อใน 4 ข้อนี้ก็ไม่ว่า แต่อย่ามาเรียกตัวเองว่าเป็นนักประชาธิปไตย นักวิชาการในมหาวิทยาลัยนี้หรือจุฬาฯ จะไม่เชื่อตามนี้ก็ได้แต่อย่าเรียกตัวเองว่าเป็นประชาธิปไตย ต้องชัดเจนเสียก่อนจึงจะน่านับถือ โดยเฉพาะนักกฎหมายในมหาวิทยาลัยนี้ที่ออกแถลงการณ์ 7 ข้อเรื่องใครไม่ควรเป็นนายกรัฐมนตรีบ้าง   อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ อดีตอาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แบ่งเนื้อหาออกเป็น 2 ส่วน และอารัมภบทเพื่อรำลึกถึงการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549  การรัฐประหารเมื่อ 19 กันยา ทุกคนต่างคาดหวังให้เป็นครั้งสุดท้าย แต่ไม่มีใครรู้และเชื่อมั่นได้ว่าใช่หรือไม่ วันนี้เป็นโอกาสทบทวนว่าจะออกจากวัฏจักรรัฐประหารอย่างไร ออกจากวาทกรรมที่ว่าประชาธิปไตยไม่ดีอย่างไร ที่ผ่านมาการนิยามหรือมอง ประชาธิปไตย นั้นอยู่ที่ว่ามองจากมุมใด ขณะนี้ประชาธิปไตยจึงดูเหมือนมิได้มีความหมายเดียวกัน  การเมืองใหม่ ถือเป็นวาทกรรมเกี่ยวกับประชาธิปไตยอีกอันหนึ่ง ฟังแล้วนึกถึง ระเบียบการเมืองใหม่ ของอินโดนีเซียซึ่งถึงตอนนี้มีอายุ 40 ปีแล้ว รัฐบาลนายพลซูฮาโตได้อำนาจและประกาศจัดระเบียบการเมืองใหม่ ความหมายโดยย่อคือ ทหารต้องเข้ามามีบทบาทในการเมือง อย่างน้อย 2 ด้าน คือ ความมั่นคง และงานพัฒนา ดังนั้น กองทัพจึงเข้ามาอยู่ในการเมืองอย่างเต็มตัว งานการพัฒนาคือ งานพัฒนาระดับหมู่บ้าน จัดตั้งมวลชนในชนบทเพื่อสนับสนุนพรรคการเมืองของซูฮาโต ดังนั้นเสียงเลือกตั้งในชนบทจะเทให้กับพรรครัฐบาลโดยตลอด กว่าจะยุติบทบาทของรัฐบาลซูฮาโตลงได้ก็เกิดการปะทะกัน ซึ่งมีประเด็นในเชิงชาติพันธุ์ด้วยพอสมควร ซึ่งเรื่องความรุนแรงก็เป็นข้อวิตกเช่นกันในสังคมไทย ประเด็นถัดมากรณี 70/30 เท่ากับประชาธิปไตยหรือไม่ มีหลายเสียงบอกว่าตุ๊กตานี้มีลักษณะต่อต้านการเมือง (anti politics) อาจารย์สุรชาติ บำรุงสุข เขียนถึงเรื่องนี้หลายครั้งและระบุว่า ภายในกองทัพมีแนวคิดนี้อยู่ค่อนข้างสูโดยเห็นว่าการเมืองแบบเลือกตั้งไม่ใช่การเมืองที่เหมาะกับประเทศไทย ขณะเดียวกันวาทกรรมต่อต้านการเมืองนี้ก็ไม่ได้ถูกตีความว่าเป็นการเมืองของสามัญชน มีสิทธิเสรีภาพ มีความเสมอภาคกัน แต่ถูกตีความว่า การเมืองของอภิสิทธิ์ชนนั้นดีงาม ถูกต้องมากกว่า และไม่อาจเรียกว่าประชาธิปไตย นอกจากนี้ยังมีสูตรต่างๆ มากมาย 50/50  80/20 ฯลฯ คำถามสำคัญคือใครสัดส่วนเท่าไร  นอกจากนี้ข้อเสนอนี้ยังละม้ายกับพัฒนาการประชาธิปไตย 12 ปี ซึ่งเมื่อปี 2519 ก็มีข้อเสนอพัฒนาการประชาธิปไตย 12 ปี (บันได 12 ขั้น) แต่ในที่สุดก็มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นก่อน จึงเหมือนมีภาพประวัติศาสตร์ย้อนกลับมา ประเด็นต่อมา เรากำลังถูกตั้งคำถามว่าเราจะต้องเลือก 2 ขั้วนี้ไหม คือ ประชาธิปไตยแบบชี้นำและประชาธิปไตยแบบมวลชน มีเฉดสีมากกว่านี้ไหม หรือจะต้องเป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆ ให้อภิชนชี้นำไปเรื่อยๆ ตอนนี้มีการถกเถียงพอสมควรว่าหมดยุคประชาธิปไตยแบบชี้นำหรือยัง คำถามนี้เป็นคำถามตั้งแต่ปี 2475 แล้ว ทุกครั้งที่มีการสะดุด มีความขัดแย้งระหว่างมวลชนกับชนชั้นนำก็จะมีคำถามแบบนี้ดังขึ้นมา อย่างไรก็ตาม จากประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ผ่านมา เกิดการคลี่คลายของประชาธิปไตยของสามัญชนเคลื่อนตัวไปอย่างกว้างขวาง เกิดจิตสำนึกใหม่ ทำให้ข้อถกเถียงในระยะนี้ต้องรับฟังแบบกว้างขวางมากๆ  ประเด็นต่อมา รูปแบบการเมืองที่เราพูดกัน เราสนใจประชาธิปไตยแค่ไหน สนใจการเมืองรูปแบบอำนาจนิยมขนาดไหน สนใจการเมืองอมาตยาธิปไตยเพียงไหน หรือเราอยู่กับมันจนไม่รู้สึก คำถามยังมีต่อไปอีกถึง รูปแบบเศรษฐกิจ เราจะมีรูปแบบแบบเสรีนิยมไหม ระบบทักษิณเป็นเสรีนิยมหรือเปล่า หรือเป็นเสรีนิยมใหม่ที่โลกาภิวัตน์นำมาเพื่อไปสู่การผูกขาดของบรรษัทข้ามชาติ ขณะเดียวกันก็มีเสียงของพรรคเล็กๆ ตั้งแต่สมัย 14 ตุลาแล้วที่ส่งเสียงว่าเป็นแบบสังคมนิยม อย่างนี้ได้ไหม   อย่างไรก็ตาม อาจต้องขอบคุณคุณูปการของพันธมิตรฯ ที่ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง หลังจากก่อนหน้านี้สังคมเรามักมีการวิจารณ์กันเป็นหย่อมๆ เราจะได้เถียงกันจริงจังเสียทีว่าอะไรเป็นแนวทางที่เราต้องการ  ในส่วนของบทบาทสื่อนั้นถูกทวงถามมาก เพราะเริ่มเกรงว่าจะไปสร้างความรุนแรง นี่ก็เป็นเหตุผลที่สังคมไทยหันมาสู่สันติวิธี ส่วนของสื่อมวลชนในกระบวนการประชาธิปไตยนั้น ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเมืองทีเป็นสถาบันการเมืองหลักหรือขบวนการการเมืองที่ต่อต้านรัฐอย่างพันธมิตรฯ หรือกระบวนการทางการเมืองอื่นๆ ก็ล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยสื่อมวลชน ถ้าไม่ผ่านสื่อมวลชนก็ไม่มีโอกาสได้ส่งเสียงให้กลุ่มอื่นได้ยิน ดังนั้น สื่อมวลชนจึงมีทั้งหน้าที่และอำนาจ โดยที่สังคมสนับสนุนในแบบใดแบบหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการติดตามดู ติดตามซื้อหรือเขาไปมีส่วนร่วมโดยตรงกับสื่อ นี่เป็นระบบตัวแทนเหมือนกันแต่เป็นโลกสัญลักษณ์ และครั้งนี้เห็นอิทธิพลของสื่อที่เป็นตัวแทนสัญลักษณ์ในระดับสูง  สถานการณ์ตอนนี้ทำให้เราเห็น Media Event ชัดเจนมาก โดยล่าสุดคือการโหวตในสภาที่ถ่ายทอดสด หรือขบวนการพันธมิตรฯ เราก็เห็น Media Event Live สื่อต้องเลือกคัดสรรมาถ่ายทอด ไม่สามารถถ่ายทอดได้ทั้งหมด และถ้าทำให้เกิดลักษณะที่น่าประทับใจ หลายท่านบอกว่า การติดตามดู ASTV ทุกวันได้เกิดความประทับใจให้อยากติดตาม เป็นละครการเมือง มีหลายตอนจบ มีตัวละครฝ่ายพระเอก ฝ่ายผู้ร้าย หรือมีนักแสดงหลากหลายที่จะขึ้นเวที ขณะเดียวกันนักแสดงก็ต้องทำให้มีลักษณะที่เป็นตัวแทนที่เข้าใจง่าย ซ้ำๆ ง่ายๆ การรายงานข่าวที่เป็นละครการเมืองแบบนี้ ผู้รายงานตกที่นั่งลำบาก คือต้องคัดเลือก เอามาตีความแล้วก็เอามาจัดวาระ เราจะเห็นว่าขณะนี้กลุ่มพันธมิตรฯ สามารถถูกจัดมาเป็นข่าวลำดับที่ 1 มาเป็นเวลานานเพราะได้รับความสนใจของสื่อกระแสหลักเป็นอย่างยิ่ง นำมาสู่การตั้งคำถามจากสังคมว่า ตกลงว่าสื่อจะเป็นผู้สังเกตการณ์ เป็นกรรมการหรือจะเป็นผู้เล่นเกมกันแน่  อย่างไรก็ดี อยากเสนอเพิ่มว่า สื่อขณะนี้มีลักษณะเป็นสื่อการเมืองสูง เป็น Political Media คือสนับสนุนวาทกรรมหรืออุดมการณ์ใดอุดมการณ์หนึ่งอย่างชัดเจน ก็ดีไปอย่างสำหรับผู้รับ บางทีก็ใช้คำว่าสื่อ เลือกข้าง ซ้าย ขวา ขาว ดำ หรือการประกาศว่าเป็นสื่อในสถานการณ์สู้รบ เช่น สื่อเครือผู้จัดการ หรือกรณีที่เป็นสื่อทางเลือกสมัยใหม่ เช่น สื่ออินเตอร์เน็ต ที่เปิดพื้นที่เว็บบอร์ดที่มีการมีส่วนร่วม ส่วนสื่อที่เลือกข้างทางการเมืองอย่างชัดเจนในประวัติศาสตร์ไทยก็มีมาแล้ว ในช่วงประมาณ 2475 เป็นต้นมา คือเลือกประชาธิปไตย อำนาจเก่า หรืออำนาจใหม่ กลุ่มที่ประชาธิปไตยและอำนาจใหม่ ถือว่าเป็นกลางที่สุด  นี่ก็เป็นคำถามว่าสื่อปัจจุบัน สื่อจะเลือกแบบใด สุดท้าย โลกของสื่อเป็นโลกสัญลักษณ์กับโลกของกระบวนการทางการเมืองที่ขับเคลื่อนกันอยู่ก็ต้องมาผสมผสานกันอยู่แล้ว ขณะนี้รัฐสภาก็ยังดำเนินอยู่ อยากขอเสนอให้ใช้กระบวนการในสภา เชิญหลายๆ ฝ่ายเข้าไปแสดงบทบาททางการเมืองร่วมกัน ซึ่งกระบวนการของพันธมิตรฯอาจจะไม่ครอบคลุม การใช้เวทีรัฐสภาน่าจะพอให้การเมืองขับเคลื่อนไปได้และแก้ปัญหาร่วมกันได้ 



 ไฟล์ประกอบ
 ยุกติ มุกดาวิจิตร : ขบวนการประชาชนหลังขบวนการพันธมิตรฯ

ที่มา : http://prachathai.com/05web/th/home/13739

20 กันยายน 2551

posted on 21 Sep 2008 19:16 by politicmen

ครบ 2 ปีรัฐประหาร คนหลายพันร่วมเวที นปช.ชุมนุมสนามหลวง

วันที่ 19 ก.ย.51  ที่สนามหลวง  ตั้งแต่เวลาประมาณ 18.00 น.กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้ตั้งเวทีปราศรัยและจัดการชุมนุมอีกครั้ง เนื่องในโอกาสครบรอบ 2 ปี รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดยป้ายผ้าใบหลังเวทีเขียนข้อความ ครบรอบ 2 ปี รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ยุติการเมืองพันธมิตร พร้อมทั้งมีรูปของนายนวมทอง ไพรวัลย์ คนขับแท็กซี่ที่ขับรถชนรถถังและผูกคอตายในท้ายที่สุดเพื่อประท้วงการรัฐประหารเมื่อปลายเดือนตุลาคม 2549 กับรูปของนายณรงศักดิ์ กรอบไธสง ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ปะทะกันระหว่าง นปช.กับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเมื่อวันที่  1 ก.ย.ที่ผ่านมา  แกนนำหลายคนที่เข้าร่วมครั้งนี้ ได้แก่ นายจรัล ดิษฐาอภิชัย นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย  นายชินวัฒน์ หาบุญพาด รวมไปถึง นายวีระ มุสิกะพงศ์ นายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ นายจตุพร พรหมพันธุ์  โดยมีประชาชนให้ความสนใจเข้าร่วมหลายพันคนท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายในช่วงค่ำ     

 

 

 

นายจรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกล่าวเรียกร้องให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ออกมาขอโทษประชาชนกับการทำรัฐประหารที่ผ่านมา ขณะที่นายวิภูแถลงกล่าวสดุดีผู้เสียชีวิตทั้งสอง (นวมทอง และ ณรงศักดิ์) และประกาศวัตถุประสงค์การชุมนุมเพื่อเตือนสติสังคมว่าการยึดอำนาจรัฐประหารก่อผลเสียหายหลายประการ คือ 1. ทำให้เกียรติภูมิ ความน่าเชื่อถือของไทยพังยับเยิน 2. สร้างความแตกแยกให้คนในชาติเกลียดชังกันอย่างกว้างขวางและรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ 3. ทำให้เศรษฐกิจถดถอย 4. สร้างวัฒนธรรมที่เลวร้าย ในการเผชิญหน้ากับปัญหาทางการเมือง สร้างบรรยากาศว่าการเมืองตีบตันโดยกลุ่มพันธมิตรฯ มีบทบาทสำคัญใน การปูพรมแดง ให้แก่รัฐประหาร และยังทำให้พรรคการเมืองบางพรรคทรยศต่อระบอบประชาธิปไตย 5. ทำลายความเชื่อมั่น ศรัทธาในสถาบันหลักไม่ว่า ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์  นายวิภูแถลงยังประกาศจุดยืนของ นปช.ว่า 1. จะต่อต้าน ต่อสู้กับการรัฐประหารอย่างถึงที่สุด2.ถ้ามีปัญหาทางการเมืองต้องใช้ระบบรัฐสภาในการแก้ปัญหาเท่านั้น ไม่มีสิทธิทำรัฐประหารหรือตั้งรัฐบาลแห่งชาติ เราไม่ใช่ลูกน้องใครทั้งนั้น เราจะสู้ในหลักการ ไมใช่ความรุนแรง ส่วนกรณีวันที่ 2 ก.ย. มันเป็นไฟลัดวงจร เราไม่ได้เจตนาจะให้เกิดความรุนแรง ดูได้จากที่เราไม่ได้มีหมวก มีอะไร เพียงแต่จะเดินไปแสดงเจตนารมณ์ เราไม่เคยมีความสุขที่ประชาชนไทยด้วยกันเลือดตกยางออก วิภูแถลงกล่าว  นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ กล่าวว่า การมาชุมนุมของกลุ่มประชาชนในนาม นปช. วันนี้มีจุดประสงค์เพื่อรำลึกถึงการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดยมีเป้าหมายเพื่อมาพูดจาปราศรัยกันตามประสาครอบครัวประชาธิปไตย และจะไม่มีการเคลื่อนที่ไปไหน เมื่อหมดเรื่องการพูดจาปราศรัยกันแล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้าน ทั้งนี้ หากมีการรัฐประหาร หรือยึดอำนาจอีกก็จะถือเป็นพันธสัญญาร่วมกันของกลุ่ม นปช. ที่จะออกมาคัดค้าน  นายณัฐวุฒิได้วิจารณ์ว่า การเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นแนวทางอนาธิปไตย ไม่สามารถยอมรับได้ หากกลุ่มพันธมิตรฯ ยังยืนยันที่จะเสนอการเมืองใหม่ให้ ส.ส. มาจากการเลือกตั้งเพียง 30% นปช. จะไม่ยอมรับ เพราะถือว่าเป็นแนวทางที่ปฏิเสธวิจารณญาณของประชาชน อย่างไรก็ตาม คาดว่าหลังจากนี้จะไม่มีอะไรวุ่นวายให้ นปช. ต้องออกมาชุมนุมยืดเยื้อ เพราะแนวทางของนายสมชาย วงษ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน เน้นแนวทางสันติวิธี โดยนายณัฐวุฒิกล่าวว่า การที่นายสมชาย ยกหูโทรศัพท์ไปเจรจากับแกนนำพันธมิตรฯ ก็ถือว่าเป็นการให้เกียรติกันมากแล้วในฐานะที่เป็นประชาชนคนหนึ่ง จึงเป็นเรื่องที่ฝ่ายพันธมิตรฯ ต้องพิจารณาเหมือนกัน แต่การเจรจากับนายกรัฐมนตรีได้ก็ไม่ได้หมายความว่าแกนนำจะรอดพ้นไปจากกระบวนการพิจารณาคดีตามหลักกฎหมาย 

นอกจากนี้ยังมีตัวแทนจากกลุ่ม 19 กันยา ขึ้นอ่านแถลงการณ์ร่วมของ นปช. โดยพูดถึงการพยายามสืบทอดอำนาจผ่านการตั้งองค์กร สถาบันต่างๆ รวมทั้งการร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ภายหลังการรัฐประหาร รวมทั้งการรำลึกถึงนวมทอง ไพรวัลย์ และณรงศักดิ์ กรอบไธสง พร้อมทั้งประกาศว่า 1.จะสนับสนุนและปกป้องรัฐบาลและรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งเพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตย รวมทั้งพร้อมตรวจสอบรัฐบาลและรัฐสภาเพื่อให้สามารถทำงานแก้ปัญหาของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ 2.คัดค้านการทำรัฐประหารทั้งที่ใช้กำลังทหารและกำลังมวลชน 3. จะผลักดันให้เกิดการปฏิรูปการเมือง เพื่อจำกัดอำนาจนอกระบบที่ไม่เป็นประชาธิปไตย 4.จะผลักดันให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 และนำรัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาใช้ 5. คัดค้านและต่อต้านการเมืองใหม่ของพันธมิตรฯ อย่างถึงที่สุด เพราะเป็นรูปแบบล่าสุดอของระบอบเผด็จการแบบไทยๆ

นักศึกษาประชาชนจัด 2 ปี วันฆาตกรรมประชาธิปไตย คารวะ 2 วีรชนวันเดียวกันนี้ (19 ก.ย.) เมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มีการจัดงาน รำลึก 2 ปี รัฐประหาร 19 กันยาโดยมีกลุ่มประชาชนและนักศึกษารวมตัวกันราว 20 คน ได้ทำการแขวนป้ายผ้าที่มีข้อความ ครบรอบ 2 ปี วันฆาตกรรมประชาธิปไตย คารวะ 2 วีรชนต่อต้านเผด็จการ นวมทอง ไพรวัลย์ ณรงค์ศักดิ์ กอบไธสงไว้ที่ตัวอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย  กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้รวมตัวกันอย่างสงบขณะที่ฝนเริ่มลงเม็ด และได้ทำการจุดเทียนรำลึกถึงเหตุการณ์วันรัฐประหาร 19 ก.ย.49 พร้อมกับนำเครื่องดนตรีออกมาบรรเลงขับกล่อม ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปเมื่อฝนตกหนักขึ้น ทั้งนี้ประมาณ 20 นาที หลังจากที่ผู้ร่วมกิจกรรมสลายตัวไปโดยทิ้งป้ายผ้าเอาไว้ได้มีชายคนหนึ่งเข้าไปปลดป้ายผ้าที่ผูกติดอนุสาวรีย์ออก และนั่งรถตุ๊กๆ ออกไปจากบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย 

 

 



 ไฟล์ประกอบ
 แถลงการณ์ นปช. - 19 กันยายน 2551

ที่มา : http://prachathai.com/05web/th/home/13733

19 กันยายน 2551

posted on 19 Sep 2008 17:15 by politicmen

ชุมนุมรำลึก 2 ปีรัฐประหาร 19 กันยา ที่เชียงใหม่

 

 

 

 

 

วันนี้ (19 ก.ย.) เวลา 9.30 น. สมาชิกกลุ่มสมาพันธ์ชาวเหนือเพื่อประชาธิปไตยและเครือข่าย ซึ่งเป็นองค์กรแนวร่วมของแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ประมาณ 50 คน ได้จัดกิจกรรมรำลึกเนื่องในโอกาสครบรอบ 2 ปี การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (คปค.)

โดยทางกลุ่มประกาศคัดค้านการรัฐประหาร คัดค้านการเปลี่ยนแปลงการปกครองด้วยวิธีการใดๆ ที่นอกเหนือจากรัฐรรมนูญ และเรียกร้องให้นำรัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาใช้ โดยทางกลุ่มเดินขบวนมาจากหน้าจวนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เชิงสะพานนวรัฐ มาตามถนนท่าแพ และสิ้นสุดที่การอ่านแถลงการณ์บริเวณข่วงประตูท่าแพ เนื้อหาโดยสรุประบุว่า การรัฐประหารที่เกิดขึ้นขัดแย้งต่อหลักการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย ไม่เป็นที่ยอมรับของนานาอารยะประเทศ เป็นสิ่งที่ริดรอนสิทธิและเสรีภาพของพลเมืองอย่างรุนแรง เป็นการทำลายชาติและส่งผลเสียทางเศรษฐกิจที่สำคัญ นอกจากนี้การรัฐประหารมีการฉีกรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน ผลจากการรัฐประหารทำให้เกิดการร่างรัฐรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เนื่องในโอกาสครบรอบ 2 ปี 19 กันยา และการจากไปของรัฐธรรมนูญปี 2540 สมาพันธ์ชาวเหนือเพื่อประชาธิปไตยจึงมีข้อเรียกร้อง 4 ข้อได้แก่ 1.ร่วมกันต่อต้านการเกิดรัฐประหารในประเทศไทย 2.ต่อต้านกลุ่มบุคคลที่ต้องการทำรัฐประหารทุกรูปแบบ 3.ร่วมกันต่อต้านบุคคลทำการเมืองที่ทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตย 4.จะสร้างความเข้าใจต่อประชาชนถึงเรื่องการปกครองระบอบประชาธิปไตย ส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักถึงสิทธิ เสรีภาพ ต่อไป ผู้ชุมนุมยังกล่าวปราศรัยบนรถขยายเสียงว่า ไม่ต้องการรัฐธรรมนูญที่มาจากเสียงปืนและรถถัง สิ่งที่สวยงามก็คือประชาธิปไตยเท่านั้นและ “No more coup. No more Tank. We want democracy” นอกจากนี้ทางกลุ่มยังเรียกร้องให้มีการนำรัฐธรรมนูญปี 2540 กลับคืนมา และแสดงความไม่เห็นด้วยกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ชุมนุมยึดทำเนียบรัฐบาล และยังไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอแนวทางการเมืองใหม่และแนวทางประชาภิวัฒน์ของพันธมิตรอีกด้วย 

การชุมนุมดังกล่าวเป็นไปอย่างสงบ ในช่วงท้ายมีการเปิดเพลง ปณิธานเสรีชน ของจิ้น กรรมาชน และเพลง โซลิดาริตี้ (Solidarity) ก่อนที่จะสลายตัวไปในเวลาประมาณ 10.30 น. โดยทางสมาพันธ์ชาวเหนือเพื่อประชาธิปไตยยังแจ้งด้วยว่าจะจัดชุมนุมปราศรัยในช่วงเย็นที่หน้าโรงแรมแกรนด์วโรรส หลังวัดพระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เป็นกิจกรรมต่อจากนี้

ที่มา : http://prachathai.com/05web/th/home/13724

18 กันยายน 2551

posted on 19 Sep 2008 17:09 by politicmen
โปรดเกล้าฯ “สมชาย” นั่งนายกคนที่ 26 แล้ว

18 ก.ย. 51 - เมื่อ เวลา 17.30 น. นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท กราบบังคมทูลโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี และหลังจากได้รับการโปรดเกล้าฯ แล้ว จะเดินทางไปที่บ้านพักนายสมชายทันที

 ขณะที่บรรยากาศที่บ้านวงศ์สวัสดิ์ ได้มีบรรดารัฐรัฐมนตรี ส.ส. สมาชิกพรรคพลังประชาชน ทยอยมาร่วมแสดงความยินดี อาทิ นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ รมว.อุตสาหกรรม นายวิชาญ มีนชัยนันท์ รมช.สาธารณะสุข นายสมศักดิ์ เกียรติ์สุรนนท์ รมว.วัฒนธรรม รวมถึงนายประภัสร์ จงสงวน ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. พรรคพลังประชาชน จากนั้น เวลา 18.54 น. นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้อัญเชิญพระบรมราชโองการมายังบ้านพักนายสมชาย ที่หมู่บ้านเบเวอร์ลีฮิลล์ ถนนแจ้งวัฒนะ โดยนายกรัฐมนตรี นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ภริยา พร้อมบุตรธิดา และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ รออยู่ ณ บริเวณห้องพิธี อย่างพร้อมเพรียงกัน เมื่อได้เวลา เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรอ่านพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ดังนี้ พระบรมราชโองการ ประกาศ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า 

ด้วยความเป็นนายกรัฐมนตรีของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 182 วรรคหนึ่ง อนุมาตรา 7 และประธานสภาผู้แทนราษฎรได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาว่า สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2551 เห็นชอบด้วยในการแต่งตั้งนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรจึงทรงพระราชดำริว่า นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นผู้ที่สมควรไว้วางพระราชหฤทัยให้ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี

 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 171 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีบริหารราชการแผ่นดินตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 18 กันยายน พุทธศักราช 2551 เป็นปีที่ 63 ในรัชกาลปัจจุบัน

 

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

 จบแล้ว เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรถวายคำนับพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วอัญเชิญพระบรมราชโองการฯ ไปวางที่โต๊ะหมู่บูชา ถวายคำนับ กลับไปยืนประจำที่ นายกรัฐมนตรี ถวายคำนับ แล้วเดินออกไปยืนตรงกลางหน้าโต๊ะหมู่บูชา ถวายคำนับพระบรมฉายาลักษณ์ ฯ เปิดกรวยกระทงดอกไม้แล้วกราบราบ ลุกขึ้นยืนถวายคำนับ เสร็จพิธีรับพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี

ที่มา : http://prachathai.com/05web/th/home/13724


edit @ 19 Sep 2008 17:18:33 by POLITICS

17 กันยายน 2551

posted on 17 Sep 2008 11:09 by politicmen

ส.ศิวรักษ์ แถลงการณ์หน้าหมุดคณะราษฎรแนะวิกฤตินำสู่การปฏิรูปการเมืองใหม่

เมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. ที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้าหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม กลุ่มคนจำนวนประมาณ 30 คน ซึ่งประกอบด้วยประชาชน นักศึกษา นักวิชาการ และนักพัฒนาเอกชน ในนาม “กลุ่มเครือข่ายประชาชนผู้รักสันติ” ได้รวมตัวกันจัดกิจกรรมท่ามกลางสายฝน เพื่อสร้างพลังสันติในจิตใจ และแสดงเจตนารมณ์ในการเปลี่ยนผ่านการเมืองอย่างสันติ  ในส่วนของกิจกรรม นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์ ปัญญาชนสยาม ได้อ่านแถลงการณ์ “กลับวิกฤติให้เป็นโอกาส” ณ บริเวณหมุดคณะราษฎร โดยมีเนื้อหาระบุให้ทั้งพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รัฐบาล และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ร่วมกันเปลี่ยนผ่านการเมืองไทยโดยไม่ใช่ความรุนแรง อีกทั้งยังผลักดันให้เกิดการปฏิรูปการเมืองใหม่โดยใช้วิกฤติทางการเมืองให้เป็นโอกาส เพื่อทำลายโครงสร้างทางสังคมที่ไม่ยุติธรรม “นี่เป็นความหวังที่อาจเป็นจริงได้ และนี่จะสำคัญยิ่งกว่าการจัดตั้งรัฐบาลระดับชาติไหนๆ การเมืองใหม่ต้องไม่ออกมาจากความคิดของคนบางคนเท่านั้น การเมืองใหม่ต้องกลับไปหาฐานรากทางภูมิปัญญาอย่างดั้งเดิมของเขา” ปัญญาชนสยามกล่าวถึงแนวคิดต่อการเมืองใหม่ ส.ศิวรักษ์ ยังได้ยกตัวอย่างถึงการเริ่มต้นการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ภายใต้แนวคิดของ ปรีดี พนมยงค์ ว่าไม่เพียงต้องการความเสมอภาคในทางกฎหมาย แต่ยังมุ่งไปสู่ความเสมอภาคทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ผ่านทางประกาศคณะราษฎร 6 ประการ ซึ่งแม้ที่ช่วงระยะเวลาผ่านมาจะถูกละเลยไป แต่ในช่วงวิกฤตการเช่นนี้ หลักทั้งหกข้อสามารถนำกลับมาใช้ให้เหมาะกับยุคสมัยได้ ทั้งนี้ ภายหลังจบแถลง ส.ศิวรักษ์ ได้ทำการจุดเทียนแห่งปัญญา และผู้เข้าร่วมกิจกรรมร่วมกันยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาที ท่ามกลางฝนที่ตกลงมาอย่างไม่ขาดสาย ก่อนที่จะพากันเดินเท้าไปยังวัดเบญจมบพิตรฯ เพื่อทำพิธีสวดภาวนาและแผ่เมตตาให้ชาติเกิดความสงบในอุโบสถวัดวัดเบญจมบพิตรฯ หลังจากนั้นจึงได้แยกย้ายกันเดินทางกลับ 000  กลับวิกฤติให้เป็นโอกาส ช่วงนี้ได้เกิดวิกฤตการณ์ขึ้นในบ้านเมืองเรา เราจะทำวิกฤติให้เป็นโอกาสได้อย่างไร ในทางพระพุทธศาสนาท่านสอนให้เรารู้จักวางท่าทีที่ถูกต้อง ดังภาษาบาลีใช้คำว่า อุปายโกสล โดยที่เราจะทำเช่นนั้นได้เราต้องเห็นประเด็นให้ชัด ประเด็นที่ว่านี้ คือ ทุกขสัจทางสังคม และเราต้องสาวหาสาเหตุให้ได้ ก่อนที่จะหาทางดับเหตุดังกล่าว ตามทางของพระอริยมรรค หลายคนอาจกล่าวว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยออกมาเคลื่อนไหวก่อการไม่สงบขึ้น ไม่แต่บริเวณทำเนียบรัฐบาล หากรวมถึงแถบสะพานมัฆวานและที่อื่นๆ ในหลายต่อหลายจังหวัด คำภามต่อไปก็คือ พันธมิตรฯ มีความชอบธรรมหรือไม่ในการประกอบกรณียะกิจเช่นนี้ ก็คงต้องตอบได้ว่ารัฐบาลและเสียงข้างมากในรัฐสภามีความชอบธรรมหรือไม่ กล่าวคือว่าโดยรูปแบบของการเลือกตั้ง รัฐสภาและรัฐบาลนี้เป็นไปตามนัยแห่งการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย แต่แท้ที่จริงแล้วเนื้อหาสาระของการปกครองอยู่ที่พื้นฐานทางจริยธรรม ถ้าประธานรัฐสภาคนแรกของสภานี้ต้องหลุดจากตำแหน่งไปเพราะทำผิดกฎหมายในข้อฉกรรจ์ ดุจดังนายกรัฐมนตรีคนที่เพิ่งหลุดไปก็เพราะความผิดทางกฎหมาย โดยยังไม่นับคดีอาญาอื่นๆ อันจะตามมาถึงเขา เหตุเพียงเพราะความล่าช้าทางกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น ทั้งนี้โดยไม่ต้องกล่าวถึงรัฐมนตรีคนอื่นๆ และสมาชิกสภาคนอื่นๆ มิใยต้องกล่าวถึงการที่ตัวหัวหน้ารัฐบาลเองก็เคยออกมายอมรับว่า เขาเป็นร่างทรงของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ซึ่งได้ปู้ยี้ปู้ยำบ้านเมืองมาอย่างแสนสาหัสเพียงใด ก็ไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึง ถ้าพันธมิตรขาดความชอบธรรม จะมีมวลชนมาสมทบกับเขาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ได้อย่างไร เป็นเวลากว่าร้อยวันมาแล้ว และนิมิตหมายที่ดีก็ตรงที่ขบวนการกรรมกรของเราซึ่งอ่อนแอมานานก็มาร่วมขบวนการอย่างเข้มแข็งยิ่งๆ ขึ้นทุกที รวมถึงนักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่อ่อนกำลังมาแต่หลัง 6 ตุลาคม 2519 ก็เริ่มมาสมทบกับพันธมิตรฯ อีกด้วยเล่า จะว่านี่ไม่เป็นนิมิตหมายอันสำคัญดอกหรือ พร้อมๆ กันนี้จำต้องกล่าวไว้ด้วยว่า พันธมิตรฯ ก็มีจุดอ่อนที่สำคัญหลายกระทงความ โดยเฉพาะก็ตรงที่ผู้นำบางคนในคณะทั้ง 5 และอีกบางคนนอกไปจากนี้ มีอัตตามากเกินไป มีความอ่อนน้อมถ่อมตัวน้อย เห็นว่าจำเพาะพวกตนเท่านั้นที่ถูกต้องดีงาม โจมตีคนที่ตนถือว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามมากเกินไป บางครั้งอย่างปราศจากความชอบธรรมเอาเลย ทั้งบางครั้งยังใช้ผรุสวาทบวกกับความกึ่งจริงกึ่งเท็จอีกด้วย ผนวกกับการใช้เลศในทางศักดินาขัตติยาธิปไตยและชาตินิยมอย่างสุดๆ โดยไม่สนับสนุนราษฎรส่วนใหญ่ที่ทุกข์ยากอย่างจริงจัง ไม่ว่าสมัชชาคนจน หรือการต่อสู่อื่นๆ อย่างสันติวิธีที่อุดรธานี อุบลราชธานี ประจวบคีรีขันธ์ ฯลฯ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยควรมีบทบาทในทางสร้างสรรค์อย่างสันติวิธีฉันใด กลุ่มอื่นก็มีสิทธิทางสันติประชาธรรมเช่นกัน ไม่ว่าจะแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ฯลฯ ทั้งหมดนี้ควรหลีกเลี่ยงความรุนแรงทั้งทางวจีกรรมและกายกรรม ซึ่งต้องเริ่มตั้งแต่อบรมมโนกรรมให้งอกงามในทางสันติ ถ้าพันธมิตรฯ และกลุ่มอื่นๆ ถือเอาคำวิจารณ์ดังกล่าวว่าเป็น “ปรโตโฆษะ” หรือเสียงแห่งมโนธรรมสำนึกจากกัลยาณมิตร แล้วปรับท่าทีเสีย ลดความอาขาผวาปีกลง ใช้มธุรสวาจา ผนวกไปกับการเปิดเผยข้อเท็จจริงที่ฉกรรจ์ๆ อันชนชั้นปกครองปกปิด เพราะชนชั้นปกครองกับสื่อกระแสหลัก รวมถึงการศึกษาในระบบล้วนสยบยอมกับจักรวรรดิอย่างใหม่ อันได้แก่ สหรัฐอเมริกาและจีน ทั้งยังส้องเสพสังวาสกับบรรษัทข้ามชาติด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะทักษิณธนาธิปไตย หรือสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์  พันธมิตรฯ มี ASTV ซึ่งมีอิทธิพลในทางเป็นสื่อทางเลือกได้ และอาจให้การศึกษานอกระบบได้เป็นอย่างดี จนอาจปลุกมโนธรรมสำนึกของมหาชนให้เกิดจิตสำนึกในทางการเมืองระดับรากหญ้าที่เป็นธรรมิกสังคมนิยม ตามแนวทางของระบบนิเวศวิทยาที่เหมาะสมได้อีกด้วย นี่เป็นความหวังที่อาจเป็นจริงได้ และนี่จะสำคัญยิ่งกว่าการจัดตั้งรัฐบาลระดับชาติไหนๆ การเมืองใหม่ต้องไม่ออกมาจากความคิดของคนบางคนเท่านั้น การเมืองใหม่ต้องกลับไปหาฐานรากทางภูมิปัญญาอย่างดั้งเดิมของเขา ซึ่งชนชั้นปกครองตั้งแต่รัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา ได้ทำลายล้างพื้นฐานทางประชาธิปไตยของไทยแต่โบราณมา อย่างมักไม่เป็นที่รับทราบกัน เพราะคณะสงฆ์คือประชาธิปไตยที่แท้ และคณะสงฆ์เคยมีคุณค่ากับราษฎรไทยในทางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมเป็นอย่างยิ่ง อาณาจักรพึ่งเริ่มมามีอำนาจเหนือธรรมจักรแต่กลางรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา และนั่นคือการเริ่มเกิดวิกฤตการณ์ของคนร่วมสมัย ที่ทำให้สังคมไทยสยบยอมกับราชาธิปไตย ซึ่งเดินตามตะวันตกอย่างเซื่องๆ คนที่ไม่สยบกับระบบดังกล่าวถูกกว่าหาว่าเป็นกบฏ ไม่ว่าที่อุบลราชธานี แพร่ หรือปัตตานี คนกรุงที่ไม่สยบก็ถูกจองจำและไล่ออกจากราชการ ไม่ว่าจะเทียนวรรณ ไกรสรีเปล่ง นรินทร์ กลึง หรือ คณะ ร.ศ.130 ต่อ ร.ศ.150 แล้วต่างหากที่นายปรีดี พนมยงค์ สมารถนำความคิดมาจัดตั้งคณะราษฎรจนทำให้ราชาธิปไตยสิ้นสมรรถภาพไปได้ จนถึงการประกาศความเป็นใหญ่ของราษฎรสยามขึ้นได้ ณ จุดนี้ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ดังท่านอาสภเถระแห่งวัดมหาธาตุยืนยันว่าการอภิวัฒน์ครั้งนั้นเป็นการพลิกแผ่นดิน ให้คนที่เคยเป็นข้า เป็นไพร่ ได้กลายมาเป็นเจ้าของประเทศชาติเป็นครั้งแรก นายปรีดีไม่ต้องการเพียงความเสมอภาคทางกฎหมาย หากท่านมุ่งไปสู่ความเสมอภาคทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมด้วย ดังการตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองก็เห็นได้ว่า ท่านต้องการเอาธรรมจักรมาเป็นเสียงแห่งมโนธรรมสำนึกของอาณาจักร และการที่ท่านสนทนาธรรมกับท่านพุทธทาสอย่างลึกซึ้งนั้น ท่านต้องการให้เกิดธรรมิกสังคมอย่างมีคณะสงฆ์เป็นแบบอย่าง มีการกระจายอำนาจออกไปให้ภูมิภาคต่างๆ เป็นตัวของตัวเอง แม้จะต่างศาสนา ต่างภาษา อย่างปัตตานีและบริเวณแถบนั้นก็ต้องไม่ด้อยกว่าภาคกลางหรือราชธานี แนวทางประชาธรรมนี้ถูกย่ำยีโดยทางอธรรมตั้งแต่ พ.ศ.2490 โดยเราได้สยบอยู่กับจักรวรรดิอเมริกันและบรรษัทข้ามชาติมายิ่งๆ ขึ้นทุกที และปี พ.ศ.2500 เป็นต้นมาด้วยแล้ว มีการนำเอาศักดินาขัตติยาธิปไตย มามอมเมาผู้คนให้สยบยอมยิ่งๆ ขึ้นอีกด้วย ณ จุดนี้ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ได้มีประกาศคณะราษฎร ด้วยหลักหกประการคือ

 

1.จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่น เอกราชในทางการเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง 2.จะรักษาความปลอดภัยในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก 3.จะต้องบำรุงความสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก 4.จะต้องให้ราษฎรได้มีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่ให้พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่) 5.จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก 4 ประการ ดังกล่าวแล้วข้างต้น 

6.จะต้องให้มีการศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร

 น่าเศร้าไหมที่หลักทั้ง 6 นี้ ปลาสนาการไปจากจิตสำนึกของชนชั้นปกครองร่วมสมัยจนหมดสิ้น ไม่มีการตระหนักถึงหลักทั้ง 6 แม้ในโรงเรียน หรือสื่อมวลชนกระแสหลัก และการศึกษาในระบบก็คือการสอนให้คนสยบยอมกับทุนนิยม บริโภคนิยม และศักดินาขัตติยาธิปไตย
 ถ้าเราต้องการจะออกจากวิกฤติร่วมสมัย เราจะต้องเอาหลักทั้ง 6 นี้กลับมาใช้ให้สมสมัยและการรู้ทันความคิดที่สะกดเราไว้ ที่ครอบงำเรานั้น ต้องใช้สัจจะและสันติประชาธรรมเป็นแกนกลาง เพื่อให้เกิดความปกติในสังคม ซึ่งก็คือศีลนั่นเอง หมายถึง การลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน ลดความเอารัดเอาเปรียบ และศีลหรือความเป็นปกติจะเกิดขึ้นได้จำเป็นต้องประกอบด้วยสมาธิ คือการอบรมจิตใจให้สงบ ให้เกิดสันติภาวะภายในแต่ละคน ยิ่งลดความเห็นแก่ตัวลงได้มาเท่าไหร่ ก็จะเกิดความอ่อนน้อมถ่อมตนมากขึ้นเท่านั้น ไม่เห็นคนอื่น สัตว์อื่น เป็นศัตรู หากศัตรูคือความโลภ โกรธ หลง ภายในตัวเราเอง เมื่อเกิดสัมมาสติ ปัญญาก็จะเกิด เห็นสภาพต่างๆ ตามความเป็นจริง ว่าเราอิงอาศัยกันและกัน ควรเกื้อกูลกันและกัน เพื่อสันติประชาธรรมสำหรับโลกเรานี้ ท่านเปรียบปัญญาว่าเป็นแสงสว่างซึ่งขจัดเสียได้ซึ่งความมืด ที่รวมถึงความกลัวและความเห็นแก่ตัว นี่จะทำให้เราเกิดความกล้าหายทางจริยธรรมกล้าท้าทายอำนาจอันอธรรมในทุกๆ ทาง วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ เป็นเพื่อนของเราคนหนึ่งซึ่งอยู่ในขบวนการองค์กรพัฒนาเอกชน และเป็นที่ปรึกษาสมัชชาคนจน จนตายจากไปเมื่อเร็วๆ นี้ เธอออกไปร่วมต่อสู้กับคนยากคนจนอย่างสันติวิธี โดยไม่เกลียดผู้ที่กดขี่ข่มเหงเธอและคนยากคนจนทั้งหลาย และในบั้นปลายชีวิต เธอมีเวลาภาวนาอย่างสุขสงบสำหรับตัวเธอเองและสำหรับกัลยาณมิตรของเธออีกด้วย เธอพูดอย่างจับใจว่า “ความดีจะเอาชนะความชั่ว และความจริงจะเอาชะความเท็จได้ในที่สุด ถ้าเราอดทนพอ” จึงควรที่เราจะภาวนาร่วมกัน และแผ่ไมตรีจิตมิตรภาพไปยังพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และกลุ่มอื่นๆ รวมถึงแผ่ขยายความรัก ความเข้าใจไปยังๆ ทุกคนในคณะรัฐบาล ในและนอกสภา รวมทั้งข้าราชการ นักธุรกิจการค้า และอาณาประชาราษฎร รวมทั้งคนในบริษัทข้ามชาติและจักรวรรดิอย่างใหม่ เราไม่โกรธ ไม่เกลียดใคร แต่เราต้องการทำลายโครงสร้างทางสังคมอันอยุติธรรมให้ปลาสนาการไปด้วยอำนาจสัจจะและอหิงสาวิธี  ส.ศิวรักษ์ แสดง ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า วันที่ 16 กันยายน 2551 เวลา 18.00น.  

ที่มา : http://prachathai.com/05web/th/home/13696

16 กันยายน 2551

posted on 16 Sep 2008 10:34 by politicmen

ในหลวงทรงแนะผู้พิพากษาศาลปกครอง ให้ทำความดีเป็นตัวอย่าง ถ้าทุกคนทำตาม บ้านเมืองอยู่รอดได้

เมื่อเวลา 17.27 น. วานนี้ (15 ก.ย.) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จออก ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พระราชทานพระบรมราชวโรกาส ให้นายอักขราทร จุฬารัตน์ ประธานศาลปกครองสูงสุด นำคณะตุลาการศาลปกครองชั้นต้น จำนวน 22 คน พร้อมด้วยนางสาวพรทิพย์ ทองดี เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง ร่วมเข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับตำแหน่งหน้าที่ โดยมีพระราชดำรัสตอบใจความว่า ข้าพเจ้ายินดีที่ได้ฟังท่านผู้พิพากษาศาลปกครอง ได้ปฏิญาณตนว่าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ด้วยความร่มเย็นของประเทศชาติ การจะปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริตนั้น สำคัญ เพราะประชาชนต้องการความซื่อสัตย์ สุจริต ถ้ามีผุ้ที่ปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตนั้น จะทำให้สบายใจ และสามารถที่จะปฏิบัติงานต่างๆของประชาชนได้ด้วยดี ท่านต้องปฏิบัติงานอย่างซื่อสัตย์สุจริตนี้ เพื่อความอยู่เย็นเป็นสุขของประเทศชาติ ท่านมีจำนวนไม่มากนัก แต่ว่าก็นับว่าเป็นจำนวนที่สำคัญ เพราะท่านมีความรู้ ท่านสามารถที่จะแสดงความรู้นี้ และทำให้ประชาชนดู ผู้ที่ปฏิบัติดีเป็นตัวอย่าง ในเวลาเดียวกัน ท่านก็เป็นตัวอย่างกับผู้ทำหน้าที่นี้ต่อไปด้วย การปฏิญาณตนนี้มีความสำคัญ ต้องปฏิบัติตามที่ท่านปฏิญาณ ถ้าไม่ปฏิบัติตามที่ปฏิญาณ ก็ทำให้คนเสียใจ คนผิดหวัง ถ้าคนผิดหวัง เป็นอันตรายมากสำหรับการปกครองประเทศ และความเป็นอยู่ของประเทศ ขอให้ท่านได้ปฏิบัติตามหน้าที่ ขอให้เป็นตัวอย่างเพื่อให้ทุกคนมองว่ามีผู้ที่ปฏิบัติตัวด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต เป็นธรรมดา เป็นธรรมดานี่สำคัญ เพราะแสดงว่าท่านทำความซื่อสัตย์ สุจริต เป็นสิ่งที่เป็นธรรมดาสำหรับผู้มีหน้าที่ ผู้ที่มีหน้าที่ต่อๆไป ก็จะได้ทำอะไรด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ถือว่าเป็นหน้าที่เหมือนกัน ขอให้เข้าใจว่าที่พูดนี้ว่าสำคัญแค่ไหน เพราะถ้าเข้าใจและปฏิบัติก็จะช่วยประเทศชาติอย่างดี ทำหน้าที่เป็นตัวอย่างเป็นคนดี ทำหน้าที่ทำความดี เพื่อจะมีคนที่ดี ซึ่งมีจำนวนไม่มาก แต่ผู้ที่เห็นและทำตามมีความหลายร้อย หลายพัน หลายหมื่น ถ้าทุกคนทำตาม บ้านเมืองอยู่รอดได้ ไม่มีปัญหา ขอให้ท่านทำงานอย่างดี มีความตั้งใจต่อเนื่อง เป็นผู้มีประโยชน์แก่บ้านเมือง ทำให้คนทั่วไปมีความหวัง ขอให้ท่านปฏิบัติด้วยความเรียบร้อย ด้วยใจที่ซื่อตรงอย่างที่ท่านได้ปฏิญาณก็จะเป็นประโยชน์กับประเทศชาติเป็นอย่างมาก ขอให้อยู่เย็นเป็นสุข สามารถปฏิบัติหน้าที่เป็นประโยชน์ ขอให้ท่านทำด้วยความสำเร็จทุกอย่าง เพื่อความดีของประเทศชาติ ความเจริญของประเทศชาติ ท่านจะได้นำประโยชน์กลับมาให้คนทั่วไป ขอให้ท่านมีความเข้มแข็ง แข็งแรง และมีความกล้าหาญทำงานในความดีดังกล่าวนี้ ท่านจะประสบสุข สำเร็จในงานการ ขอให้ท่านมีความสำเร็จทุกประการ



15 กันยายน 2551

posted on 15 Sep 2008 10:05 by politicmen
จาตุรนต์ ฉายแสง ได้นายกฯแต่วิกฤตยังอยู่

สัมภาษณ์พิเศษ




เป็นอีกคนที่มีบทบาทในการเลือกนายกฯ คนใหม่ ที่จะมารับหน้าที่แทน นายสมัคร สุนทรเวช แต่ นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ยืนยันถึงจะได้นายกฯ ในวันที่ 17 ก.ย. แต่วิกฤตยังอยู่



การเสนอชื่อนายกฯ คนใหม่ จะสามารถคลี่คลายสถานการณ์การเมืองขณะนี้ได้หรือไม่

ขณะนี้มีการเสนอชื่อบุคคลเข้ามาเป็นนายกฯ 3 คน ซึ่งเป็นบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ เชื่อว่าจะสามารถคลี่คลายสถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้ได้



มีส่วนในการคัดเลือกว่าที่นายกฯ คนใหม่

ผมเป็นบุคคลที่ขณะนี้ไม่สามารถสนับสนุนหรือผลักดันใครได้ เพราะถือเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม และผมก็ไม่มีบทบาทใดๆ ในพรรคพลังประชาชนเลย เพียงแต่ขณะนี้มีวิกฤต อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทยได้หารือกัน และพรรคพลังประชาชนก็เชิญให้ไปร่วมเสนอความ เห็นบ้าง

ในตอนที่มีการเสนอชื่อนายสมัคร กลับมา เป็นนายกฯ อีกครั้ง มีความเห็นที่แตกต่างกัน และครั้งนี้เองมีการประสานให้ผมเข้าไปช่วยเพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ และหาทางออกให้กับ สถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้

จากนั้นเมื่อได้ข้อสรุปในที่ประชุม ผมและบุคคลที่เกี่ยวข้องก็เดินทางเพื่อนำข้อคิดเห็นต่างๆ ไปชี้แจงให้นายสมัคร ทราบ ในฐานะที่เป็นหัวหน้าพรรค

เมื่อเสนอความเห็นต่างๆ แล้ว ผมก็นำเสนอความเห็นส่วนตัวของผม ชี้แจงให้นายสมัครทราบ แต่รายละเอียดต่างๆ ผมไม่ขอเปิดเผยเพราะถือเป็นมารยาททางสังคม จะเอาความเห็นของคนอื่นมาพูดให้สาธารณะทราบคงไม่ได้

การเดินทางเข้าพบท่านสมัคร ในครั้งนี้ไม่ใช่ มติของพรรคพลังประชาชน จากนั้นพรรคพลังประชาชนก็ไปหารือกัน จนมีมติว่าจะเสนอท่าน สมัคร เข้าไปอีกครั้งหนึ่ง เมื่อถึงวันที่ 12 ก.ย. ที่มีการเสนอชื่อนายกฯ สมัครก็พร้อมเข้ามาทำหน้าที่อีกครั้ง แต่พอเกิดปัญหาที่สภา ท่าทีของท่านสมัครก็อ่อนลง จนชัดเจนแล้วว่าท่านจะไม่เข้ามารับตำแหน่ง ตรงนี้ก็ทำให้สถานการณ์ทางการเมืองคลี่คลายไปได้ระดับหนึ่ง

จากนี้สมาชิกพรรคพลังประชาชนจะประชุม และมีมติเลือกบุคคลที่จะเสนอชื่อเป็นนายกฯในวันที่ 17 ก.ย.นี้ แต่มติของพรรคจะเสนอใครผมก็ไม่ทราบ เพราะไม่ใช่หน้าที่ของผม



พรรคพลังประชาชนแบ่งกลุ่มสนับสนุน 3 ส.

ยอมรับว่าพรรคขนาดใหญ่ต้องมีความเห็นที่แตกต่างกัน แต่เชื่อว่าหลังจากผ่านพ้นไปแล้วจะมีการเยียวยาประสานหารือพูดคุยกัน ทำให้พรรคเป็นเอกภาพมากขึ้น และเชื่อว่าสมาชิกพรรคคงจะร่วมมือกันทำงานเพื่อบ้านเมืองต่อไปได้

และหากพรรคพลังประชาชนถูกยุบเชื่อว่าสมาชิกพรรคทุกคนจะไปรวมกันอยู่ที่พรรคเพื่อไทย เพื่อสานต่ออุดมการณ์ทางการเมือง ผมมั่น ใจว่าความเป็นปึกแผ่นของสมาชิกพรรคพลังประชาชนยังมีอยู่

ส่วนแนวคิดที่จะทำให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันคงเป็นไปได้ยากมาก เพราะรัฐธรรมนูญออกแบบมาเพื่อให้รัฐบาลและพรรคการเมืองอ่อนแอ เป็นรัฐธรรมนูญที่ต้องการทำลายระบบพรรคการเมือง

พรรคพลังประชาชนก่อนหน้านี้ที่เคยมีความเข้มแข็งขณะนี้เริ่มอ่อน แอลง เพราะอีกไม่เกิน 3 เดือนพรรคพลังประชาชนก็จะถูกยุบ บุคคลที่พรรคเสนอให้มาเป็นนายกฯ ก็จะบริหารประเทศได้แค่เพียงช่วงระยะเวลา สั้นๆ เมื่อถูกยุบกรรมการบริหารพรรคต้องถูกเพิกถอนสิทธิ์ นายกฯ ก็ต้องพ้นจากตำแหน่งทันที และถึงแม้นายกฯ จะยุบสภา ก็ไม่สามารถแก้ ไขปัญหาที่จะตามมาในอนาคตได้

มีแนวทางเดียวที่จะแก้ไขได้คือต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้รัฐบาลมีเสถียรภาพมากกว่านี้ แต่หากแก้รัฐธรรมนูญกลุ่มพันธมิตรฯ ก็จะไม่ยอม และจะออกมาเคลื่อนไหวเพื่อขับไล่รัฐบาลอีก หากเลือกตั้งแล้วก็ไม่มีใครการันตีได้ว่าเมื่อพรรคพลังประชาชนได้รับเลือกกลับเข้ามา บริหารประเทศอีกครั้ง พันธมิตรฯ จะไม่สร้างสถานการณ์ในรูปแบบเดียวกับปัจจุบันนี้



17 ก.ย. ได้นายกฯ แน่นอน

ผมเชื่อว่าวันที่ 17 ก.ย. จะได้นายกฯแน่นอน เพราะพรรคร่วมรัฐบาลก็ขานรับและสนับสนุนพรรคพลังประชาชน แต่ปัญหาวิกฤตยังคงอยู่ ถึงแม้สภาจะเลือกนายกฯได้แล้ว ก็ไม่มีใครระบุได้ว่ากลุ่มพันธมิตรฯ จะออกจากทำเนียบ เพราะเป้าหมายของกลุ่มพันธมิตรฯ จะดิ้นไปเรื่อยๆ ทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้พลังประชาชนมาเป็นรัฐบาล

สุดท้าย ปัญหาสถานการณ์บ้านเมืองจะคลี่คลายได้ แกนนำกลุ่มพันธ มิตรฯทั้ง 5 คนต้องออกมามอบตัวเพื่อให้กระบวนการทางกฎหมายต่อสู้ ไม่ใช่ใช้วิธีการท้าทายให้ตำรวจเข้าไปจับ โดยอาศัยประชาชนเป็นเกราะป้องกัน

ขณะนี้พ.ร.ก.ฉุกเฉินถูกยกเลิกไปแล้ว ไม่มีใครยืนยันได้ว่ากลุ่มพันธ มิตรฯ จะไม่ดาวกระจายไปสร้างความเดือดร้อนที่ไหนอีก และถ้าเกิดปัญหาการเผชิญหน้ากันอีกทหารจะออกมาช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจรักษาความสงบบ้านเมืองหรือไม่ เพราะหัวหน้าทหารก็ยืนยันว่าปัญหาต่างๆ เกิดจากการเมืองและสภา แต่ท่านไม่ได้มองว่าเกิดจากบุคคลละเมิดกฎ หมายและทำให้บ้านเมืองไม่สงบ ทั้งที่มีอำนาจตามกฎหมายในการรักษา ความสงบ สามารถคลี่คลายสถานการณ์บ้านเมืองได้ในขณะนั้น แต่ท่านก็เลือกที่จะไม่ทำ

ดังนั้น หลังจากนี้จึงไม่มีความชัดเจนเลยว่าสถานการณ์ต่างๆ ของบ้านเมืองจะคลี่คลายไปในลักษณะใด ถือว่าความชอบธรรมของกลุ่มพันธมิตรฯ น่าจะหมดแล้ว เพราะท่านสมัคร ก็ไม่รับตำแหน่งนายกฯ แล้ว



มีการโทร.ไปขอคำแนะนำจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ หรือไม่

ไม่มี ช่วงที่ผ่านมาผมไม่ได้โทร.ไปหารืออะไร เพราะไม่อยากดึง พ.ต.ท.ทักษิณ เข้ามาเป็นชนวน และเป็นเป้าหมายให้กลุ่มพันธมิตรฯ โจมตี ผมยืนยันว่าผมยังเป็นนักการเมืองอยู่ ผมจะใช้สิทธิเสรีภาพของผมที่จะชี้แจงและแก้ไขปัญหาเพื่อช่วยบ้านเมืองต่อไป ผมถือว่าผมยังมีสิทธิ์เท่าเทียมกับนักการเมืองคนอื่นๆ ในขณะนี้ หลังจากที่ผมได้สิทธิเสรีภาพคืนมาผมก็พร้อมที่จะเข้ามาทำให้บ้านเมืองเจริญก้าวหน้า



มองสถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้อย่างไร

แม้จะมีนายกฯ แล้วแต่สถานการณ์การเมืองก็ยังไม่จบ เพราะกลุ่มพันธมิตรฯ ยังคงเรียกร้องในมุมของตนเองโดยที่ไม่รับฟังความเห็นของฝ่ายอื่น วิกฤตดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะรัฐธรรมนูญฉบับปี 50 ที่ทำให้รัฐบาลและพรรคการเมืองอ่อนแอ จนเป็นเหตุให้พันธมิตรฯ บุกเข้ายึดครองสถานที่ราชการ สถานีโทรทัศน์

การกระทำดังกล่าวนี้ถือเป็นการกระทำที่ต้องการล้มล้างรัฐบาล จนเป็นเหตุให้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาว่าเป็นกบฏ การกระทำดังกล่าวเห็นได้ชัด เจนว่าพันธมิตรฯ บุกเข้าทำเนียบรัฐบาลโดยมีการใช้กำลังคน พกพาอาวุธ บุกสถานที่ราชการ หลังจากนั้นมีการข่มขู่ ขู่เข็ญนายกฯให้ลาออก และปฏิเสธที่จะเจรจากับรัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาล จากนั้นก็ดำเนินการเรียกร้องให้รัฐบาลออกไป

ทั้งหมดไม่ใช่ข้อกล่าวหาลอยๆ เพราะแกนนำทั้ง 5 คน เป็นคนพูดเอง จึงเห็นได้ว่าการกระทำของพันธมิตรฯ เป็นการล้มล้างรัฐบาลและตามมาด้วยการเมืองใหม่



คิดอย่างไรกับแนวคิดการเมืองใหม่ของพันธมิตรฯ

แนวคิดการเมืองใหม่ของเขาไม่ได้สอดคล้องกับแนวคิดระบอบประชาธิปไตย และเท่าที่ฟังก็เป็นเพียงการโยนหินถามทาง ไม่มีเนื้อหาและรายละเอียดที่ชัดเจน โดยเฉพาะแนวคิด 30/70 ที่มาจากการเลือกตั้ง 30 ส่วน 70 ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าจะมาจากไหน หากเป็นการแต่งตั้งแบบเดียวกับส.ว. สรรหาที่ผ่านมา ก็จะเกิดปัญหาเพราะไม่ได้ครอบคลุมถึงกลุ่มอาชีพตามเจตนารมณ์ที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้

ถึงแม้นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ จะพยายามอธิบายในรายละเอียด แต่ก็ไม่สามารถที่จะสาธยายเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์ได้ เพียงแต่เป็นความพยายามกลบเกลื่อนแนวความคิดที่ล้าหลังและเป็นเผด็จการเท่านั้น

จนขณะนี้ก็ยังไม่สามารถที่จะอธิบายได้ว่าการเมืองใหม่ดีกว่าการ เมืองปัจจุบันอย่างไร และแนวคิดนี้เห็นได้ว่าเป็นแนวคิดที่เลวร้าย ทำ ให้ประเทศล้าหลังไปอีก 50 ปี หากเสนอแนวคิดการเมืองใหม่เข้าสู่สภาก็คงต้องรอไปอีก 800 ปี เพราะไม่มีใครเห็นด้วย

นอกจากนี้ กลุ่มพันธมิตรฯ มีความเชื่อมโยงกับพรรคประชาธิปัตย์มาตลอด ตั้งแต่ช่วงปี 49 จนถึงปัจจุบัน พรรคประชาธิปัตย์ต้องการจะล้มล้างรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จนถึงรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี มีการสนับสนุนบุคลากรขึ้นเวทีพันธมิตรฯ และนำบุคลากรของพันธมิตรฯ มาลงสมัครส.ส. และที่ชัดเจนคือแกนนำของพันธมิตรฯ เป็นส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ อีกทั้งยังมีการสนับสนุนมวลชนจากพื้นที่ของตนเองก็เข้ามาชุมนุมในทำเนียบ

ที่สำคัญคือแนวความคิดของพรรคประชาธิปัตย์เรียกร้องให้ใช้วิถีทางนอกรัฐธรรมนูญ และพยายามเสนอแนวความเห็นที่สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกับกลุ่มพันธมิตรฯ และไม่เคยออกมาตอบโต้กลุ่มพันธ มิตรฯ ว่ายึดทำเนียบเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย เพียงแต่อ้างว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ใช้สิทธิการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ ชัดเจนว่าเป็นการเอื้อแนวคิดในอุดมการณ์เดียวกัน เพราะพันธมิตรฯ แสดงท่าทีว่าจะสนับสนุนเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์

ที่มา : http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TUROd2Iyd3dNakUxTURrMU1RPT0=&sectionid=TURNd05BPT0=&day=TWpBd09DMHdPUzB4TlE9PQ==

By Booranan Mangbuwan

    5131601380 Section 2
 

14 กันยายน 2551

posted on 15 Sep 2008 10:04 by politicmen
"หมัก"ตกเก้าอี้ ศึกในพปช.ปะทุ




ตกเก้าอี้ ปิดฉากการเมืองไปอย่างง่ายๆ และเจ็บแสบ

ด้วยข้อสรุปที่คนในพรรคพลังประชาชนระบุว่า ยื่นบันไดให้ลงแล้ว ไม่ยอมลงเอง

นั่นคือชะตากรรมของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทย ที่ประกาศตัวเองว่าเป็น"นอมินี"ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

รวมแล้ว นายสมัครอยู่ในตำแหน่งนายกฯมา 7 เดือนเศษ และพ้นตำแหน่งไป ท่ามกลางความโล่งอกของทุกฝ่าย

ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ ที่กำลังสาหัสกับสภาพเศรษฐกิจอุดตัน เนื่องจากการประกาศภาวะฉุกเฉินในกรุงเทพ ตามพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการในภาวะฉุกเฉิน

ประชาชนทั่วไป ที่เห็นว่า นายสมัคร คือตัวปัญหาที่สร้างความแตกร้าวในสังคม ด้วยท่าทีแข็งกร้าวในทุกปัญหา วิธีการพูดจาให้สัมภาษณ์ การจัดรายการสนทนาประสาสมัคร ออกโทรทัศน์ตอบโต้ด่าทอฝ่ายตรงข้าม

แม้แต่ฝ่ายทหารที่ถือว่า นายสมัครเป็นรัฐมนตรีกลาโหม ที่เข้าไปแตะต้องวุ่นวายกับทหารน้อยที่สุด ทำให้กองทัพกลับเข้ากรมกองอย่างราบรื่น ก็หนักใจกับสไตล์มุทะลุของนายสมัคร

ความหวังหลังจากนายสมัครตกเก้าอี้ก็คือ แล้วสถานการณ์บ้านเมืองจะคลี่คลาย ลดความตึงเครียดลงหรือไม่



จุดจบของนายสมัคร เกิดขึ้นเมื่อศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 9-0 วินิจฉัยไปเมื่อวันที่ 9 กันยายนว่า การที่นายสมัครไปจัดรายการชิมไปบ่นไป เป็นการกระทำขัดรัฐธรรมนูญ ต้องพ้นจากตำแหน่งเป็นการเฉพาะตัว

ส่วนคณะรัฐมนตรี ให้ทำหน้าที่ต่อไปได้ จนกว่าจะมีนายกฯใหม่และรัฐบาลใหม่

กระบวนการหาบหามนายสมัคร กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง เกิดขึ้นทันที โดยใช้เครือข่ายของนักการเมืองสายแก๊งออฟโฟร์

รัฐธรรมนูญกำหนดว่า ในกรณีตำแหน่งนายกฯว่างลง ให้ประธานสภาเรียกประชุมสภาใน 30 วัน

นายชัย ชิดชอบ นัดประชุมสภาแบบสายฟ้าแลบ ในวันศุกร์ที่ 12 กันยายน

พร้อมกับออกข่าวว่า พรรคพลังประชาชนจะดันนายสมัคร กลับมาเป็นนายกฯอีกครั้ง

สถานการณ์ในพรรคตึงเครียดทันที เนื่องจากอีกขั้วอำนาจในพรรคเห็นว่า นี่คือโอกาสที่จะพลิกสถานการณ์ให้พรรค ด้วยการเปลี่ยนตัวนายกฯ

แทนที่จะหลับหูหลับตาเดินหน้าเข้าไปชนกับกระแสสังคม เพราะนายสมัคร ถูกสังคมต่อต้านอยู่เห็นๆ

แถมยังมีปัญหาคดีหมิ่นประมาทนายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าราชการกทม. ซึ่งศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก 2 ปีไม่รอลงอาญา และศาลอุทธรณ์นัดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 25 กันยายนนี้

หากศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จะเกิดปัญหาขึ้นทันที

และยังเป็นโอกาสที่จะชิงการนำในพรรค คืนกลับจากกลุ่มแก๊งออฟโฟร์ ที่ระยะหลัง ประกาศอิสรภาพ ตีตัวออกห่างจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

สถานการณ์ของนายสมัครยิ่งลำบาก เมื่อพรรคร่วมรัฐบาล 5 พรรค ได้แก่ ชาติไทย, เพื่อแผ่นดิน, มัชฌิมาธิปไตย, รวมใจไทยชาติพัฒนา และประชาราช ได้ประกาศสนับสนุนให้พรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำรัฐบาลต่อไป

แต่ในเรื่องตำแหน่งนายกฯ ทุกพรรคแถลงตรงกันว่า ให้พรรคพลังประชาชนตัดสินใจ โดยคำนึงถึงความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

ถือว่าเป็นการสนับสนุนก็จริง แต่มีเงื่อนไขนุ่มๆ แถมมาด้วย

ขณะเดียวกัน กลุ่มอำนาจนอกสภาก็ผสมโรงล็อบบี้ต้านนายสมัคร กระจายข้อเสนอรัฐบาลแห่งชาติ โดยอ้างว่า จะทำให้การชุมนุมของพันธมิตรยุติลง แต่ไม่ได้รับความสนใจ

ภายในพรรคพลังประชาชนเอง ได้มีการประชุม สรุปความเห็นว่า ให้ไปแจ้งนายสมัครว่า ให้นายสมัครพิจารณาว่า พร้อมจะเป็นนายกฯต่อไปหรือไม่ หากพร้อม พรรคก็จะสนับสนุน

โดยคาดหมายว่า นายสมัครจะเข้าใจนัยยะว่า นี่เป็นการยื่นบันไดให้นายสมัคร ได้ลงจากอำนาจอย่างนุ่มนวลและสง่างาม

แต่ผิดคาด ปรากฏว่านายสมัครประกาศว่าพร้อมจะเป็นนายกฯต่อไป

เบื้องหลังของเกมนี้ ทางขั้วที่ใกล้ชิดพ.ต.ท.ทักษิณ ชี้ว่า กลุ่มที่ใกล้ชิดนายสมัครนั่นเอง ที่ไปเชียร์ให้นายสมัครกลับมาอีก

เมื่อชื่อของนายสมัครเด้งกลับมาอีก จึงมีการประสานกันเป็นการภายในพรรคพลังประชาชน และกับพรรคร่วมรัฐบาล รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ ว่าจะไม่เข้าประชุมสภาฯ ให้องค์ประชุมไม่ครบ เพื่อยืดเวลาการคัดเลือกนายกฯออกไป

จึงเกิดการชิงไหวชิงพริบ เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ ฉกฉวยโอกาสเข้าไปประชุมสภาแล้วเสนอชื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ โดยหวังจะให้มีมีการโหวตฝ่ายเดียว เพื่อฝากชื่อนายอภิสิทธิ์ติดไว้ในบันทึกการประชุม ซึ่งหากใน 30 วัน ยังหาตัวนายกฯไม่ได้ นายอภิสิทธิ์ก็อาจจะได้เป็นนายกฯ

แต่นายชัย และพรรคพลังประชาชน รีบตัดเกมด้วยการยืนยันว่าองค์ประชุมไม่ครบ ไม่สามารถลงมติได้ ทำให้เกมของพรรคประชาธิปัตย์ไม่เป็นผล



หลังจากนายสมัครพ้นไป "การบ้าน"ข้อใหญ่ของพรรคพลังประชาชน คือจะเลือกใครมาเป็นนายกฯ

ที่พูดกันมากคือ " 3 ส." ได้แก่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รักษาการนายกฯ, น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯและรมว.คลัง, และนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์

ข้อดี-ข้อเสียที่พูดกันในพรรคคือนายสมชาย เป็นน้องเขยพ.ต.ท.ทักษิณ มีภาพที่โยงใยกับพ.ต.ท.ทักษิณมากเกินไป, น.พ.สุรพงษ์ ได้รับความยอมรับอย่างสูงในเรื่องการบริหารงาน แต่มีคดีหวยบนดิน อยู่ในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทำให้เป็นอุปสรรคในการเข้ารับตำแหน่ง

ส่วนนายสมพงษ์ กลายเป็นม้ามืดที่มาแรง ได้รับการสนับสนุนจากขั้วใกล้ชิดพ.ต.ท.ทักษิณ และยังเป็นอดีตกลุ่ม 16 ที่สนิทสนมกับแก๊งออฟโฟร์

ข้อเสียของนายสมพงษ์ ก็คือ ยังไม่เคยโชว์การบริหารงานสำคัญให้สังคมประจักษ์มาก่อน และมีตำแหน่งกรรมการบริหารพรรค ซึ่งหากมีการพิจารณาตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค อันเนื่องมาจากคดียุบพรรค อาจจะกลายเป็นปัญหาได้

การตัดสินใจของพรรคพลังประชาชนในเรื่องตัวบุคคล ถือเป็นงานยุ่งยากเพราะปัญหาการเมืองภายใน

แต่เรื่องที่น่าจับตามองไม่แพ้กันก็คือ นายกฯคนใหม่ที่เข้ามา จะดำเนินนโยบายอย่างไร

จะสร้างสมานฉันท์ในสังคม ลดเงื่อนไขของการเผชิญหน้า เลิกทำตัวเป็น"นอมินี"ของพ.ต.ท.ทักษิณ แล้วตั้งหน้าตั้งตาทำงานแก้ปัญหาของประเทศชาติหรือไม่

หากไม่ยอมเดินบนหนทางใหม่ แต่เลือกเดินบนรอยเดียวกับนายสมัคร ก็พอจะมองเห็นจุดจบตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้น

ที่มา : http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TUROd2Iyd3hNREUwTURrMU1RPT0=&sectionid=TURNd05BPT0=&day=TWpBd09DMHdPUzB4TkE9PQ==

By Booranan Mangbuwan

    5131601380  Section 2